UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesROLEX OYSTER PERPETUAL SKY-DWELLER IN GOLD AND EVEROSEGOLD WITH JUBILEE BRACELET -...

ROLEX OYSTER PERPETUAL SKY-DWELLER IN GOLD AND EVEROSEGOLD WITH JUBILEE BRACELET – ท่องโลกกว้างไปกับเรือนทอง

by: ‘TomyTom’

 

Rolex (โรเล็กซ์) ปล่อย 2 เวอร์ชั่นใหม่ ของนาฬิกาแห่งการท่องโลก Oyster Perpetual Sky-Dweller (ออยสเตอร์ เพอร์เพทชวล สกายดเวลเลอร์) ซึ่งเป็นกลไกฟังก์ชัน ‘Dual Time’ (ดูอัล ไทม์) พร้อมปฏิทินรายปี ด้วยการจับคู่ตัวเรือนทอง 18K หรือทอง ‘Everose’ (เอเวอโรส) 18K มากับสายทอง 18K หรือทอง ‘Everose’ 18K แบบ ‘Jubilee’ (จูบิลี) ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของการจับคู่สาย ‘Jubilee’ วัสดุทองคำกับนาฬิกา Sky-Dweller

MITSUBISHI

 

อันว่าสายแบบ ‘Jubilee’ นั้น เป็นสายโลหะดีไซน์เด่นของ Rolex ที่เกิดขึ้นครั้งแรกใน ค.ศ. 1945 ซึ่งมีรูปแบบโครงสร้างออกไปทางซับซ้อนอยู่สักหน่อย โดยมีข้อต่อสายอยู่ 5 ชิ้น ต่อแถว เป็นแถวกลางขนาดเล็ก 3 แถว ผิวขัดเงา และแถวขนาดใหญ่ 2 แถว ผิวปัดลายซาตินขนาบทั้ง 2 ฝั่ง วางเหลื่อมสลับกันอย่างสวยงาม และสวมใส่สบายข้อมือจากแนวแถวที่ไม่ใหญ่จนเกินไป จึงมีความยืดหยุ่นมากกว่า กระชับข้อมือด้วยตัวล็อกแบบบานพับ ‘Oysterclasp’ (ออยสเตอร์แคลส์ป) วัสดุเดียวกับสาย โดยมีระบบปรับขยายความยาวสาย ‘Easylink’ (อีซีลิงก์) ที่ปรับขยายได้ในระยะ 5.0 มิลลิเมตร ได้อย่างง่ายดาย เพื่อให้ปรับระยะสายได้กระชับข้อมือที่สุด อีกทั้งก้านที่สอดเข้ากับแต่ละข้อสายยังทำขึ้นจากเซรามิก เพื่อให้เคลื่อนหมุนได้อย่างราบรื่นและมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน

 

เวอร์ชั่นที่เปิดตัวมาใหม่นี้ Ref.336935 เป็นเวอร์ชั่นตัวเรือนและสายทอง ‘Everose’ 18K จับคู่มากับหน้าปัดสีเทาสเลทปัดลาย ‘Sunray’ (ซันเรย์) หลักชั่วโมง โลโก้ และเข็มทองชมพู 18K และ Ref.336938 เวอร์ชั่นตัวเรือนและสายทอง 18K จับคู่กับหน้าปัดสีขาวนวล ผิวปัดลายซาติน หลักชั่วโมง โลโก้ และเข็มทอง 18K ทั้ง 2 รุ่น ใช้สามเหลี่ยมสำหรับชี้แสดงค่าเวลา ‘Home Time’ (โฮม ไทม์) เป็นเส้นสีแดง ส่วนสารเรืองแสงที่หลักชั่วโมง สัญลักษณ์สามเหลี่ยม และเข็มชั่วโมงกับนาทีนั้นคือ ‘Chromalight’ (โครมาไลท์) สีขาว ซึ่งจะให้แสงเรืองเป็นสีฟ้า

 

ด้านรายละเอียดทางเทคนิคยังคงเหมือนรุ่นโฉมปี 2023 คือใช้กลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) อัตโนมัติ ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง จำนวนทับทิม 45 เม็ด Cal.9002 ที่นอกจากจะบอกเวลาด้วยเข็มชั่วโมง เข็มนาที และเข็มวินาทีกลางหน้าปัด และบอกวันที่ด้วยเลขสีดำบนจานสีขาวผ่านช่องหน้าต่างที่ 3 นาฬิกา ทั้งยังบอกเวลา ‘Home Time’ แบบ 24 ชั่วโมง ได้ด้วยจานผ่านแนวร่องวงแหวนที่เยื้องศูนย์กลางลงมาด้านล่างได้ด้วย ขณะที่เข็มชั่วโมงซึ่งเป็นเข็มแสดงเวลาท้องถิ่นนั้นมีจังหวะที่สามารถปรับตั้งได้อย่างอิสระ โดยไม่กระทบต่อความเที่ยงตรงของกลไก

 

แถมยังมากับฟังก์ชันปฏิทินรายปี ‘Annual Calendar’ (แอนนวล กาเลนดาร์) ที่ Rolex คิดค้นออกแบบขึ้นมาโดยให้ชื่อว่า ‘Saros’ (ซารอส) ซึ่งทราบว่าเดือนไหนมี 30 หรือ 31 วัน โดยแสดงเดือนด้วยจานที่มีแถบสีปรากฏผ่านช่องหน้าต่างทรงสี่เหลี่ยมขนาดเล็กบริเวณริมหน้าปัด ต่อจากชิ้นหลักชั่วโมงและหน้าต่างวันที่ โดยเดือนปัจจุบันจะเป็นแถบสีแดงสะดุดตา ซึ่งนับเดือนเรียงจากเลข 1-12 ของหลักชั่วโมง ขณะที่เดือนอื่นๆ จะเป็นแถบสีขาว ระบบการตั้งค่าของฟังก์ชันกลไก ‘Saros’ ซึ่งเรียกว่า ‘Ring Command’ (ริง คอมมานด์) ซึ่งทำงานร่วมกับเม็ดมะยมนั้นออกจะซับซ้อนอยู่สักหน่อย แต่เมื่อทำความเข้าใจแล้วก็สามารถใช้งานได้โดยง่าย

 

เริ่มจากการหมุนวงขอบตัวเรือนที่เป็นแบบหยักขอบร่องฟลุตที่จับหมุนได้สะดวกไปอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ ซึ่งมีอยู่ 4 ตำแหน่ง โดยก่อนที่จะเริ่มตั้งค่า จะต้องหมุนให้ไปอยู่ที่ 0 ก่อน จากนั้นจึงดึงเม็ดมะยมให้ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งที่ 2 เพราะตำแหน่งที่ 1 หลังจากคลายเกลียวออกมาแล้วนั้นจะเป็นการขึ้นลานให้กับกลไก ขึ้นตอนถัดมาคือการหมุนขอบตัวเรือน ซึ่งหมุนได้ 2 ทิศทาง ไปยังตำแหน่งที่ต้องการตั้งค่า ได้แก่ ตำแหน่งที่ 3 สำหรับตั้งเวลา ‘Home Time’ แล้วหมุนเม็ดมะยมเพื่อตั้งค่า ซึ่งวงแหวน 24 ชั่วโมง กับเข็มนาทีจะหมุนไปพร้อมกัน ตำแหน่งที่ 2 สำหรับตั้งเวลาท้องถิ่น ซึ่งเมื่อหมุนเม็ดมะยมไปทางด้านหน้าหรือย้อนกลับ เข็มชั่วโมงจะขยับเคลื่อนเป็นจังหวะละ 1 ชั่วโมง และตำแหน่งที่ 1 สำหรับการตั้งค่าเดือนและวันที่ ซึ่งการหมุนเม็ดมะยมไปทางด้านหน้าหรือย้อนกลับจะเป็นการปรับตั้งวันที่กับเดือน โดยวันที่จะเชื่อมโยงกับเข็มบอกเวลาท้องถิ่น และเมื่อตั้งค่าตามที่ต้องการเสร็จแล้ว ก็ให้หมุนขอบตัวเรือนกลับไปยังตำแหน่ง 0 และดันเม็ดมะยมเข้ามายังตำแหน่งที่ 1 แล้วขันเกลียวให้เรียบร้อยเป็นอันเสร็จพิธี

 

กลไกคาลิเบรอนี้ใช้ชุดปล่อยจักรแบบ ‘Chronergy’ (โครเนอร์จี) อันเป็นสิทธิบัตรของ Rolex โดยทำจากนิกเกิลฟอสฟอรัสที่ต้านทานสนามแม่เหล็กได้ดี และใช้สายใยจักรกลอกที่ทำจาก ‘Parachrom’ (พาราครอม) ซึ่งเป็นชนิดอัลลอยที่ต้านทานสนามแม่เหล็กและการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้ดี ขดมาในรูปแบบ ‘Rolex Overcoil’ (โรเล็กซ์ โอเวอร์คอยล์) ที่ช่วยให้ขยับตัวได้อย่างแม่นยำในทุกตำแหน่ง อีกทั้งจักรกลอกซึ่งเป็นแบบแรงเฉื่อยแปรผันยังติดตั้งเข้ากับตัวซับแรงกระแทก ‘Paraflex’ (พาราเฟล็กซ์) อีกหนึ่งสิทธิบัตรของ Rolex ที่ช่วยเสริมให้เกิดความแม่นยำในการทำงาน และยังทนทานต่อแรงกระแทกได้อย่างยอดเยี่ยม ส่วนการแกว่งของโรเตอร์ก็ใช้ตลับลูกปืนเม็ดกลมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขึ้นลานให้ดียิ่งขึ้น ส่วนการสำรองพลังงานก็กระทำได้นานถึง 72 ชัวโมง จึงเท่ากับว่ากลไกชุดนี้ใส่นวัตกรรม ณ ปัจจุบันของ Rolex มาอย่างครบครัน สำหรับมาตรฐานความเที่ยงตรงก็รับประกันด้วยมาตรฐาน ‘Superlative Chronometer’ (ซูเปอร์เลทีฟ โครโนมิเตอร์) ของ Rolex ที่ทดสอบเมื่อประกอบกลไกเข้ากับตัวเรือนแล้ว ซึ่งจะต้องมีอัตราความคลาดเคลื่อนไม่เกิน +/- 2 วินาที/วัน

 

ตัวเรือนผิวขัดเงาแวววาวของ Sky-dweller นั้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับ 42.0 มิลลิเมตร หนา 13.8 มิลลิเมตร และกันน้ำได้ถึงระดับความลึก 100 เมตร ซึ่งเกินพอสำหรับการใช้งานโดยทั่วไป เม็ดมะยมขันเกลียวเป็นแบบ ‘Twinlock’ (ทวินล็อก) ที่เป็นระบบกันน้ำ 2 ชั้น กระจกหน้าปัดใช้คริสตัลแซพไฟร์ที่เคลือบสารกันแสงสะท้อนมาให้เรียบร้อย เพื่อให้ดูรายละเอียดบนหน้าปัดได้อย่างชัดเจน และติดตั้งเลนส์ขยาย ‘Cyclops’ (ไซคลอพส์) มาให้เหนือช่องหน้าต่างวันที่ ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา

Sky-Dweller ทั้ง 2 เวอร์ชั่นใหม่นี้ หากเป็น Ref.336938 ที่เป็นทอง 18K ร่วมกับสาย ‘Jubilee’ ทอง 18K จะตั้งราคาไว้ที่ 1,862,900 บาท แต่หากเป็น Ref.336935 ที่ตัวเรือนและสายเป็นทอง ‘Everose’ 18K นั้น ในเว็บไซต์ของ Rolex ยังไม่ได้แจ้งเวอร์ชั่นที่จับคู่กับสาย ‘Jubilee’ เอาไว้ แต่หากจับคู่กับสายทอง ‘Everose’ 18K 3 แถว แบบ ‘Oyster’ แล้วจะอยู่ที่ 1,933,200 บาท

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up