UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesSANTOS DE CARTIER ADLC - หรูดิบด้วยสีดำด้าน

SANTOS DE CARTIER ADLC – หรูดิบด้วยสีดำด้าน

by: ‘TomyTom’

 

Santos de Cartier (ซานโตส เดอ คาร์เทียร์) มีสถานะเป็นคอลเลกชั่นนาฬิกาขายดีของ Cartier มาอย่างต่อเนื่อง ยิ่งบวกกับความเพียบพร้อมสมบูรณ์แบบของเจเนอเรชั่นปัจจุบันที่เปิดตัวออกมาตั้งแต่ปี 2018 ทั้งในด้านความสมบูรณ์ของทรงเหลี่ยมผสานความโค้งมนชวนหลงใหล และกลไกยึดสายระบบ ‘QuickSwitch’ (ควิกสวิตช์) ของ Cartier เองที่ทำให้การสลับเปลี่ยนสายเป็นเรื่องง่ายดายที่สุด แถมยังมีคอลเลกชั่นสายหลากชนิดหลายสีให้เลือกซื้อไปใช้เพิ่มเพื่อปรับเปลี่ยนอารมณ์ของนาฬิกาไปตามเครื่องแต่งกาย และลักษณะการใช้งานในแต่ละวันอีกต่างหาก ล่าสุดปี 2020 นี้ Cartier ได้เพิ่มทางเลือกให้กับนาฬิกาแนวสปอร์ตหรูตระกูลนี้ด้วยเวอร์ชั่นหรูแบบดิบๆ จากการมอบโทนสีดำให้กับตัวเรือนสเตนเลสสตีล โดยมีให้เลือก 2 แบบ คือแบบเคลือบดำเฉพาะชิ้นขอบตัวเรือน และแบบเคลือบดำทั้งในส่วนของตัวเรือน ขอบตัวเรือน ตลอดจนเม็ดมะยม โดยมากับตัวเรือนขนาด 47.5 x 39.8 มิลลิเมตร หนา 9.38 มิลลิเมตร ที่ Cartier เรียกว่าขนาด ‘Large’ (ลาร์จ) ติดตั้งกลไกอัตโนมัติ แสดงเวลา 3 เข็ม พร้อมฟังก์ชันวันที่ แต่มองไม่เห็นกลไกเพราะใช้ฝาหลังชนิดแผ่นทึบ

 

ตัวเรือนและขอบตัวเรือนสเตนเลสสตีลของเวอร์ชั่นนี้ให้ผิวสัมผัสแบบด้าน แต่เนียนละเอียดจากการปัดลายซาติน ขณะที่สีดำด้านที่ปรากฏนั้นสร้างสรรค์ด้วยเทคนิค ADLC (Amorphous Diamond-like Carbon – อมอร์ฟัส ไดมอนด์ไลค์ คาร์บอน) อันเป็นเทคนิคการทำสีดำผิวด้านแบบเดียวกับที่เคยใช้มาแล้วเมื่อปี 2016 กับรุ่น Santos 100 (ซานโตส วันฮันเดรด) เวอร์ชั่น ADLC ซึ่งเป็นหนึ่งในนาฬิกา Santos de Cartier เจเนอเรชั่นก่อน และบางเวอร์ชั่นของบางรุ่นในเจเนอเรชั่นปัจจุบันอย่างเวอร์ชั่น ADLC Noctambule (เอดีแอลซี น็อกแทมบูเล) ของรุ่นกลไกสเกเลตันเรืองแสง Santos de Cartier Skeleton (ซานโตส เดอ คาร์เทียร์ สเกเลตัน) และเวอร์ชั่นวงขอบตัวเรือน ADLC ของรุ่นตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด XL กลไกโครโนกราฟ Santos de Cartier Chronograph (ซานโตส เดอ คาร์เทียร์ โครโนกราฟ) ส่วนดีไซน์โดยรวมนั้นมาในโทนดำ-ขาว-เงิน ตลอดทุกองค์ประกอบ ทั้งหน้าปัดสีดำที่พิมพ์หลักชั่วโมงเลขโรมัน สเกลนาทีแบบรางรถไฟ และตัวอักษรด้วยสีขาว จานวันที่สีดำพิมพ์เลขวันที่เป็นเลขอารบิกสีขาว เข็มชั่วโมงกับเข็มนาทีทรงดาบเคลือบสารเรืองแสงสีขาว ไปจนถึงชิ้นสปิเนลสังเคราะห์สีดำที่ประดับอยู่บนยอดเม็ดมะยม ส่วนสกรูยึดขอบตัวเรือนทั้ง 8 ชิ้นนั้นเป็นสเตนเลสสตีล

 

ทั้ง 2 แบบยังคงมอบสายให้มาสลับใช้งานกัน 2 เส้นเช่นเดียวกับเพื่อนร่วมเจเนอเรชั่น แต่ต่างกันตรงที่เวอร์ชั่นที่เคลือบ ADLC ดำเฉพาะขอบตัวเรือนจะมากับสายสเตลเลสสตีลยึดสกรูด้านหน้าข้อละ 2 ชิ้น พร้อมระบบ ‘SmartLink’ (สมาร์ทลิงก์) ที่ช่วยให้ปรับความขนาดความยาวของสายได้อย่างง่ายดาย และสายยางสีดำที่สร้างลักษณะเป็นแนวข้อยึดสกรูวในรูปแบบเดียวกับสายสเตนเลสสตีล ขณะที่เวอร์ชั่นเคลือบ ADLC ทั้งเรือนจะได้สายยางสีดำแบบที่ว่ามา และสายหนังจระเข้ผิวด้าน นอกจากนี้หน้าปัดที่ใช้กับแต่ละแบบยังแตกต่างกันด้วย โดยเวอร์ชั่นขอบตัวเรือนดำจะได้หน้าปัดสีเทาดำที่มีการปัดลาย 2 แบบ คือลายซาตินแนวดิ่งบริเวณส่วนกลาง และลายประกายรัศมี ‘Sunray’ (ซันเรย์) บริเวณพื้นที่หลักชั่วโมง ซึ่งแยกกันอย่างชัดเจนจากบริเวณเส้นในของสเกลนาที ซึ่งช่วยเพิ่มมิติความลึกให้กับหน้าปัดและใช้เข็มทั้งหมดเป็นสีเงิน ส่วนเวอร์ชั่นเคลือบดำทั้งเรือนจะได้หน้าปัดสีดำสนิท พร้อมเข็มชั่วโมงกับนาทีสีดำและเข็มวินาทีสีขาว

 

กลไกที่ใช้ยังคงเหมือนกับ Santos de Cartier รุ่นแสดงเวลาและวันที่ร่วมเจเนอเรชั่น นั่นก็คือเครื่องขึ้นลานอัตโนมัติจำนวนทับทิม 23 ชิ้น ความถี่การทำงาน 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง สำรองพลังงานได้ 42 ชั่วโมง Cal.1847 MC ซึ่งถือเป็นเครื่อง ‘In-house’ (อินเฮาส์) ของ Cartier โดยเป็นผลงานการผลิตของโรงงานกลไกที่อยู่ในกลุ่ม ‘Richemont’ (ริชมอนต์) เช่นเดียวกับ Cartier ราคาของเวอร์ชั่นเคลือบดำเฉพาะบนขอบตัวเรือน (Ref.WSSA0037) ตั้งไว้ที่ 7,450 ยูโร หรือราว 276,000 บาท ส่วนเวอร์ชั่น ADLC เคลือบดำทั้งเรือน (Ref.WSSA0039) จะอยู่ที่ 7,750 ยูโร หรือราว 287,000 บาท

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up