UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesSEIKO PROSPEX STREET SERIES URBAN SAFARI - ทูน่ากระป๋องใหม่แนวสตรีทซาฟารี

SEIKO PROSPEX STREET SERIES URBAN SAFARI – ทูน่ากระป๋องใหม่แนวสตรีทซาฟารี

by: ‘TomyTom’

 

เดือนพฤษภาคมปี 1975 หรือ 45 ปีมาแล้ว Seiko (ไซโก) เปิดตัวนาฬิกาดำน้ำสำหรับมืออาชีพ Professional Diver’s 600M (โปรเฟสชันแนล ไดเวอร์ส 600 เมตร) ที่มาพร้อมเกราะหุ้มตัวเรือนออกสู่ตลาด รูปแบบอันแปลกตานี้นำมาซึ่งชื่อเรียกขานในวงการว่า ‘Tuna’ (ทูน่า) ที่มาจากลักษณะของกรอบหุ้มและตัวเรือนซึ่งดูละม้ายคล้ายกับ ‘Tuna Can’ (ทูน่า แคน) ซึ่งก็คือปลาทูน่ากระป๋องนั่นเอง และได้กลายเป็นหนึ่งในลักษณะที่เป็นที่จดจำที่สุดในแวดวงนาฬิกาดำน้ำด้วย จากนั้นตัวเรือนรูปแบบ ‘Tuna’ ก็ถูกต่อยอดออกลูกออกหลานสืบต่อกันมาหลายรุ่นหลายแบบด้วยกัน กระทั่งถูกจับมาเป็นหนึ่งรูปแบบของนาฬิกาดำน้ำในตระกูล ‘Prospex’ (โพรสเป็กซ์) ณ ปัจจุบัน ทั้งยังถูกนำมาเป็นสารตั้งต้นในการสร้างสรรค์นาฬิกาแนวใหม่ของตระกูล Prospex ที่ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 2018 โดยให้ชื่อว่ากลุ่ม ‘Street Series’ (สตรีท ซีรีส์) ซึ่งจับเอาคุณลักษณะการเป็นนาฬิกาประเภทเครื่องมือที่เรียกว่า ‘Tool watch’ (ทูล วอทช์) ของ Prospex มาผสานเข้ากับรูปแบบสีสันแนวแฟชั่นสตรีทสมัยใหม่ เพื่อขยายกลุ่มลูกค้าไปสู่ผู้นิยมความทันสมัยสไตล์คนเมือง ทั้งยังเน้นความสะดวกในการใช้งานด้วยเครื่องควอตซ์ระบบพลังงานแสงอาทิตย์เป็นขุมพลังในการขับเคลื่อนอีกด้วย

 

มาถึงปี 2020 นี้ Seiko ก็ได้ออก 2 รุ่นใหม่มาสมทบเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับสายพันธุ์ Prospex Street Series (โพรสเป็กซ์ สตรีท ซีรีส์) โดยมีทั้งรุ่น Automatic Diver’s 200m (ออโตเมติก ไดเวอร์ส 200 เมตร) กลไกขึ้นลานอัตโนมัติ และรุ่น Solar Diver’s 200m (โซลาร์ ไดเวอร์ส 200 เมตร) เครื่องควอตซ์พลังงานแสงที่มีการแสดงค่าแบบไฮบริด คือมีทั้งเข็มอนาล็อกและหน้าจอดิจิตอล ซึ่งทั้ง 2 รูปแบบกลไกนั้นยังไม่เคยนำมาใช้กับ Prospex Street Series มาก่อน ในแต่ละรุ่นจะมีรูปแบบสีสันให้เลือกอีกรุ่นละ 2 แบบ โดยเป็นชุดสีที่ตั้งอยู่บนคอนเซ็ปต์ ‘Urban Safari’ (เออร์บัน ซาฟารี) อันเป็นแนวคิดในการผสานรูปแบบสุดแกร่งของนาฬิกาแบบ ‘Tuna’ ในดีไซน์เรียบง่าย แต่เจือด้วยสีสันเพื่อสร้างอารมณ์ทันสมัยแบบสภาพแวดล้อมในเมือง เข้ากับโทนสีเอิร์ธโทนสไตล์ป่าซาฟารี รวมกันเป็นลุคซาฟารีในเมืองใหญ่ โดยรุ่นใหม่ของ Prospex Street Series ทั้ง 2 รุ่น 4 แบบซึ่งมาในธีม ‘Urban Safari’ นี้ยังคงมาพร้อมความสามารถในการกันน้ำถึง 200 เมตร อันเป็นผลจากการใช้เม็ดมะยมและฝาหลังชนิดขันเกลียว กระจกหน้าปัดเป็น ‘Hardlex Crystal’ (ฮาร์ดเล็กซ์ คริสตัล) มีขอบตัวเรือนชนิดหมุนได้ทิศทางเดียว พร้อมสเกลนาทีมาให้ และมีการเคลือบสารเรืองแสง ‘Lumibrite’ (ลูมิไบรต์) อันเจิดจ้าไว้บนหลักชั่วโมงและเข็มตามมาตรฐานนาฬิกาดำน้ำในตระกูล ‘Prospex’ ของ Seiko ทุกประการ

SRPE29K1 Automatic

 

SRPE29K1 กับ SRPE31K1 คือรหัสของรุ่นกลไกอัตโนมัติที่บรรจุมาตัวเรือนแบบ ‘Tuna’ ซึ่งห่อหุ้มตัวเรือนสเตนเลสสตีลด้วยเกราะสเตนเลสสตีลดีไซน์กระชับ มอบลุคแกร่งที่ดูไม่เทอะทะ ตัวเรือน ขอบตัวเรือน เม็ดมะยม และเกราะหุ้มตัวเรือนซึ่งรวมกันแล้ววัดขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ 43.22 มิลลิเมตร และหนา 12.67 มิลลิเมตร ของทั้ง 2 รหัสรุ่นนี้ได้รับการเคลือบดำด้วยเทคนิค ‘Hard-coating’ (ฮาร์ดโคทติง) ของ Seiko จับคู่มากับสายซิลิโคนแบบแอคคอร์เดียนตามสไตล์ Seiko ซึ่งมีการสร้างผิวให้คล้ายกับลายหนัง ส่วนการขับเคลื่อนเป็นหน้าที่ของกลไก ‘In-house’ อัตโนมัติ ระดับมาตรฐานสำหรับรุ่นเริ่มต้นของ Prospex อันได้แก่ Cal.4R36 ความถี่การทำงาน 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง พลังงานสำรอง 41 ชั่วโมง แสดงเวลา 3 เข็ม พร้อมฟังก์ชันวันและวันที่ ซึ่ง 2 รุ่นนี้พิมพ์อักษรและเลขสีขาวบนพื้นจานสีดำ

SRPE31K1 Automatic

 

ความแตกต่างของ 2 รหัสรุ่นนี้อยู่ที่โทนสี โดยรหัส SRPE29K1 จะใช้สีเบจกากีเป็นสีของพื้นหน้าปัด สาย และแผ่นวงแหวนบริเวณนาทีที่ 20-60 บนขอบตัวเรือน ขณะที่บริเวณนาทีที่ 0-20 ใช้เป็นพื้นสีดำ ซึ่งเป็นส่วนที่สะดุดตามาก เพราะขีดสเกลกับตัวเลขบนพื้นเหล่านี้ถูกกลับสีกันระหว่างดำกับขาวเพื่อความเด่นชัด ส่วนรหัส SRPE31K1 นั้นจะเปลี่ยนจากสีเบจกากีมาเป็นสีเทาอ่อน นอกจากนี้รหัส SRPE29K1 ยังใช้สารเรืองแสงเป็นสีเบจ ร่วมกับชิ้นหลักชั่วโมง เข็ม และอักษรสีดำ ขณะที่รหัส SRPE31K1 จะใช้สารเรืองแสงกับอักษรต่างๆ เป็นสีขาว ร่วมกับชิ้นหลักชั่วโมงและเข็มสีเงิน แต่ทั้งคู่ล้วนใช้ขอบหน้าปัดสีดำที่พิมพ์สเกลนาทีเป็นสีขาวเช่นเดียวกัน ราคาจำหน่ายของ Prospex Street Series Urban Safari ทั้ง 2 รหัสนี้ถูกตั้งไว้ที่ 580 ยูโร หรือราว 21,500 บาท โดยจะเริ่มวางจำหน่ายเร็วๆ นี้

 

ส่วนรหัสรุ่น SNJ029P1 กับ SNJ031P1 ซึ่งเป็นรุ่นเครื่องควอตซ์พลังงานแสงที่แสดงค่าแบบไฮบริดนั้น มาในดีไซน์ที่มีความบึกบึนเป็นที่ตั้ง จนกลายเป็นรุ่นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของ Prospex Street Series ไปแล้ว จากขนาด 47.8 มิลลิเมตร หนา 14.43 มิลลิเมตร ของตัวเรือนสเตนเลสสตีลรวมกับเกราะหุ้มที่ทำจากพลาสติกชนิดความแข็งแรงสูง ดีไซน์ในภาพรวมของรุ่นนี้นำมาจากลักษณะของนาฬิกาดำน้ำรุ่นดังในอดีตรหัส H558-5009 สมัยปี 1982 ซึ่งถูกเรียกว่า ‘Arnie’ (อาร์นีย์) อันสืบเนื่องมาจากดาราดัง Arnold Schwarzenegger (อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์) สวมใส่ในภาพยนตร์เรื่อง ‘Commando’ (คอมมานโด) เมื่อปี 1985 กับเรื่อง ‘Predator’ (พรีเดเตอร์) เมื่อปี 1987 โดยนำมาปรับโฉมให้ทันสมัยเหมาะกับยุคปัจจุบัน

SNJ029P1 Solar

 

ตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขอบตัวเรือน เม็ดมะยม และปุ่มกดของทั้ง 2 รหัสได้รับการเคลือบดำด้วยเทคนิค ‘Hard-coating’ ทั้งยังใช้หน้าปัดสีดำ ใช้เข็มชั่วโมงและเข็มนาทีสีเงิน ใช้เข็มวินาทีเป็นสีแดงสลับสีดำ ใช้สีแดงที่แถบด้านข้างของปุ่มกด และใช้สีเบจเป็นสีของสารเรืองแสงเช่นเดียวกัน ความแตกต่างของ 2 รหัสจะอยู่ที่โทนสีของส่วนควบโดย SNJ029P1 จะใช้เกราะหุ้มตัวเรือนสีดำ ใช้สายซิลิโคนผิวเรียบแบบแอคคอร์เดียน สเกลบนขอบตัวเรือน และขอบหน้าปัดเป็นสีเบจกากี ส่วนรหัส SNJ031P1 จะใช้เกราะตัวเรือนกับสายซิลิโคนเป็นสีเขียวแก่อารมณ์กองทัพบก สเกลบนขอบตัวเรือนเป็นสีขาว และใช้ขอบหน้าปัดสีดำ การขับเคลื่อนกระทำโดยเครื่องควอตซ์พลังงานแสง ‘In-house’ Cal.H851 ความเที่ยงตรงระดับ +/-15 วินาที/เดือน ที่นอกจากจะแสดงเวลาแบบ 3 เข็ม แล้วยังมาพร้อมจอดิจิตอลสำหรับแสดงค่าของฟังก์ชันโครโนกราฟที่จับเวลาได้สูงสุด 100 ชั่วโมง ด้วยความละเอียดระดับ 1/100 วินาที ฟังก์ชันตั้งปลุกรายวัน และฟังก์ชันปฏิทินอัตโนมัติที่ไม่ต้องปรับตั้งจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2100 ทั้งยังมีไฟ LED สำหรับหน้าจอ และมีระบบประหยัดพลังงานและการแจ้งเตือนระดับแบตเตอรี่ต่ำด้วย ราคาจำหน่ายของ Prospex Street Series Urban Safari ทั้ง 2 รหัสนี้ถูกตั้งไว้ที่ 530 ยูโรหรือราว 19,600 บาท โดยจะเริ่มวางจำหน่ายเร็วๆ นี้

SNJ031P1 Solar

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up