UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesSEVENTIES CHRONOGRAPH PANORAMA DATE IN GREEN AND GREY - พิเศษด้วยสีสัน

SEVENTIES CHRONOGRAPH PANORAMA DATE IN GREEN AND GREY – พิเศษด้วยสีสัน

by: ‘TomyTom’

 

เป็นเวลาต่อเนื่องกันมา 5 ปีแล้วที่แบรนด์เยอรมันเก่าแก่อายุกว่า 170 ปี Glashütte Original (กลาสฮุตเตอ โอริกินาล) ผลิตนาฬิกาโครโนกราฟดีไซน์วินเทจเรือนเหลี่ยมมุมมนนาม Seventies Chronograph Panorama Date (เซเวนตีส์ โครโนกราฟ พาโนรามา เดท) ป้อนสู่ตลาดให้ผู้นิยมความคลาสสิกแนวย้อนยุคได้ครอบครองกัน โดยบรรจุไว้ในคอลเลกชั่น Vintage (วินเทจ) และในปีนี้ก็ได้สร้างความน่าสนใจให้กับนาฬิการุ่นนี้อีกครั้งในแบบ ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) ผลิตจำนวนจำกัดถึง 2 แบบด้วยกัน โดยมีความพิเศษเป็นโทนสีของหน้าปัดที่หนึ่งเป็นสีเขียวและอีกหนึ่งเป็นสีเทา ซึ่งทั้ง 2 ต่างเป็นโทนสีแบบไล่เฉดสว่างกลางไปสู่ความเข้มที่ขอบ และมีที่มาแห่งแรงบันดาลใจเป็นลักษณะภูมิทัศน์แห่งดินแดน Glashütte เมืองเล็กๆ ในหุบแห่งภูเขา Ore (ออร์) ในดินแดน Saxony (แซกโซนี) ของเยอรมนี ซึ่งในอดีตมีกิจกรรมหลักเป็นการทำเหมืองแร่ แต่ปัจจุบันกลายมาเป็นป่าทึบ โดยโรงงานผลิตนาฬิกาของ Glashütte Original นั้นยังคงตั้งอยู่อย่างมั่นคงเช่นเดิมจากอดีตสู่ปัจจุบัน โทนสีเทากับสีเขียวของหน้าปัดจึงเป็นการสื่อถึงลักษณะแห่งภูมิทัศน์แวดล้อมของเมือง Glashütte ในปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งพื้นที่ที่เป็นป่าทึบ ทุ่งหญ้าเขียวขจี เหล่าโขดหินสูงชัน หินที่ปกคลุมไปด้วยหญ้ามอส และร่องรอยที่การทำเหมืองแร่ดีบุกและแร่เงินในอดีตทิ้งเอาไว้

 

โรงงานทำหน้าปัดของ Glashütte Original ในเมือง Pforzheim (ฟอร์ซไฮม์) บรรจงรังสรรค์โทนสีพิเศษนี้ด้วยการใช้แปรงทองเหลืองขัดวนบนพื้นหน้าปัดให้เกิดเป็นลาย ‘Sunray’ (ซันเรย์) จากนั้นจึงนำไปชุบสังกะสี ต่อด้วยการเคลือบแลคเกอร์สีเทาหรือสีเขียวอีกหลายครั้ง ปิดท้ายการทำสีด้วยการพ่นแลคเกอร์สีดำด้วยปืนพ่นสี เพื่อให้มีความหนาบางต่างกันในแต่ละบริเวณ โดยเป็นปืนที่ถือพ่นด้วยมือของช่างผู้ชำนาญ มิใช่เครื่องจักรแต่อย่างใด เมื่อได้สีที่ต้องการแล้วจึงนำไปเผาในเตาเพื่อเผาให้สีผสานสนิทกันโดยสมบูรณ์ ดังนั้นสีหน้าปัดของนาฬิกาแต่ละเรือนจึงไม่มีชิ้นใดเลยที่จะเหมือนกัน

 

ลักษณะในภาพรวมบนหน้าปัดนาฬิกายังคงเป็นในรูปแบบที่หลายคนชื่นชอบ นั่นก็คือดีไซน์สุดคลาสสิกตามแบบสมัยยุคทศวรรษ 1970s ซึ่งมีสเกลซอยละเอียดพร้อมจุดเรืองแสงขนาดเล็กที่บริเวณขอบหน้าปัดร่วมกับแท่งหลักชั่วโมงเคลือบโรเดียมทรงเรียวยาว แสดงชั่วโมงกับนาทีด้วยเข็มทรงดาบเคลือบสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) วงหน้าปัดขนาดเล็ก 2 วงสุดคลาสสิกที่มีวงวินาทีอยู่ที่ 9 นาฬิกา แฝงมาตรแสดงพลังงานสำรองอยู่ในวง และวงจับเวลา 30 นาทีอยู่ที่ 3 นาฬิกา ขณะที่ช่องหน้าต่างทรงพัดใต้ตำแหน่ง 12 นาฬิกาทำหน้าที่แสดงค่าจับเวลา 12 ชั่วโมงด้วยตัวเลขบนจานดิสก์ ส่วนช่องหน้าต่างขนาดใหญ่ที่เป็นกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้า ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกาทำหน้าที่แสดงวันที่ด้วยตัวเลขขนาดใหญ่บนจานดิสก์ 2 จานประสานกัน บอกเวลาอย่างแนบเนียนน่าประทับใจ อันเป็นรูปแบบที่ Glashütte Original เรียกว่า ‘Panorama Date’ นั่นเอง ทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง จากการทำงานของจักรกลอกที่ใช้สายใยที่สร้างจาก ‘Anachron’ (อนาครอน) ขึ้นลานด้วยระบบอัตโนมัติ สำรองพลังงานได้ 70 ชั่วโมง Cal.37-02 เป็นเครื่องโครโนกราฟแบบ ‘Column-wheel’ (คอลัมน์วีล) ที่มาพร้อมกับระบบ ‘Flyback’ (ฟลายแบ็ก) ซึ่งทำให้สามารถเริ่มการจับเวลาครั้งใหม่ได้ทันทีจากการกดปุ่มเพียงครั้งเดียวโดยไม่ต้องกดหยุด กดรีเซต และกดเริ่มจับเวลาใหม่เหมือนกลไกโครโนกราฟปกติ แน่นอนว่ากลไกชุดนี้ได้รับการตกแต่งชิ้นส่วนต่างๆ อย่างสวยงามตามแบบฉบับเฉพาะตัวของแบรนด์ โดยเฉพาะลายแถบ ‘Glashütte Stripe’ (กลาสฮุตเตอ สไตรป์) ทั้งบนสะพานจักร แป้นทับจักรกลอก รวมไปถึงบนโรเตอร์ฉลุโปร่งที่มีชิ้นถ่วงน้ำหนักเป็นทอง 21K ซึ่งสามารถชื่นชมได้ผ่านกระจกแซพไฟร์คริสตัลที่กรุอยู่บนฝาหลังของตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 40.0 x 40.0 มิลลิเมตร หนา 14.1 มิลลิเมตร ผนึกกระจกหน้าปัดแซฟไฟร์เคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนมาทั้ง 2 ฝั่ง โดยสามารถกันน้ำได้ถึงระดับ 100 เมตร

Seventies Chronograph Panorama Date Limited Edition ทั้ง 2 แบบนี้ จับคู่มากับสายหนังวัวสีเทาอมน้ำตาลที่ฟอกผิวมาในแบบนูบัค เย็บตะเข็บด้วยด้ายสีอ่อน เสริมลักษณะสีสันรูปแบบเอิร์ธโทนให้กับภาพรวมของนาฬิกาได้อย่างน่าประทับใจ หรือหากต้องการสายสเตนเลสสตีลก็มีให้เลือกด้วยเช่นกัน จำนวนการผลิตของ 2 เอดิชั่นนี้ถูกกำหนดไว้เพียงสีหน้าปัดละ 100 เรือนเท่านั้น โดยแบบที่มากับสายหนังถูกกำหนดราคาจำหน่ายเอาไว้ที่ 476,000 บาท

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up