UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesSINGLE PUSH PIECE ALPINA STARTIMER PILOT CHRONOGRAPH - นักบินมาดวินเทจ

SINGLE PUSH PIECE ALPINA STARTIMER PILOT CHRONOGRAPH – นักบินมาดวินเทจ

by: ‘TomyTom’

 

นี่คือ Startimer Pilot Heritage Chronograph (สตาร์ไทเมอร์ ไพลอท เฮอริเทจ โครโนกราฟ) นาฬิการุ่นใหม่ที่มาในฐานะหนึ่งในคอลเลกชั่นนาฬิกานักบินตระกูลเด่นของ Alpina (อัลพินา) ที่มีชื่อว่า Startimer ซึ่งหากได้ยินเพียงชื่อก็อาจนึกว่า Alpina แค่นำนาฬิกานักบินดีไซน์ย้อนยุครุ่นใหม่ Startimer Pilot Heritage มาเปลี่ยนเครื่องอัตโนมัติฟังก์ชัน GMT (จีเอ็มที) ออกแล้วใส่เครื่องโครโนกราฟเข้าไปแทนเท่านั้น แต่หากได้เห็นแล้ว คนรักนาฬิกาหลายท่านอาจต้องร้องว้าวกันเลยทีเดียว เมื่อได้เห็นรูปแบบการใช้ปุ่มกดเดี่ยวสำหรับสั่งการฟังก์ชันโครโนกราฟจับเวลา เหตุผลที่ Alpina ใช้กลไกจับเวลาแบบปุ่มกดเดี่ยวกับรุ่นนี้ก็คือ ต้องการเชื่อมโยงกับนาฬิกาโครโนกราฟแบบแรกของ Alpina เมื่อเกือบ 100 ปีก่อน ซึ่งเป็นกลไกโครโนกราฟแบบที่มีปุ่มกดเพี่ยงปุ่มเดียวเช่นนี้

 

ตัวเรือนสเตนเลสสตีลของรุ่นนี้มาในรูปทรงถังเบียร์ ขนาด 42.0 มิลลิเมตร ผนึกกระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัลทรงโดม กันน้ำได้ 100 เมตร เช่นเดียวกับรุ่น Startimer Pilot Heritage ที่ออกมาเมื่อปี 2018 โดยเป็นการผสานลักษณะรูปทรงตัวเรือนแบบถังเบียร์เข้ากับดีไซน์ตัวเรือนที่ปกติมักใช้กับนาฬิกาสไตล์ ‘Bullhead’ (บุลเฮด) ซึ่งจะติดตั้งปุ่มกดและเม็ดมะยมไว้ด้านบน โดยทั้ง 2 ลักษณะต่างก็เป็นรูปทรงที่นาฬิกาสำหรับวงการมอเตอร์สปอร์ตในอดีตนิยมใช้ทั้งคู่ ดีไซน์ตัวเรือนรูปแบบนี้ของ Alpina จึงเพียบไปด้วยเหลี่ยมมุม แต่มีการปาดโค้งพร้อมขัดเกลาและขัดแต่งผิวเงาสลับปัดลายซาตินอย่างสวยงามลงตัว จนมีลักษณะเฉพาะตัวที่ตราตรึงใจ แต่ตำแหน่งการติดตั้งเม็ดมะยมซึ่งเป็นแบบล็อกเกลียวนั้นเปลี่ยนจาก 4 นาฬิกา มาเป็น 3 นาฬิกา ส่วนตำแหน่งของเม็ดมะยมสำหรับปรับหมุนวงขอบหน้าปัดเพื่อใช้อ้างอิงค่าเวลาที่ 3 นั้นถูกแทนที่ด้วยปุ่มกดทรงแป้นผิวหน้าลายร่องขนาดใหญ่สำหรับกดสั่งการฟังก์ชันจับเวลา ส่วนวงขอบหน้าปัดที่เคยหมุนได้ก็ถูกแทนด้วยวงแหวนแนวสโลปยึดตายตัวที่พิมพ์สเกล ‘Tachymeter’ (ทาคีมิเตอร์) เอาไว้แทน ดีไซน์ของหลักชั่วโมงสีเงินพร้อมส่วนปลายที่เคลือบด้วยสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) ยังคงมีลักษณะเดิม หากแต่ขยับไปใกล้กับขอบหน้าปัดยิ่งขึ้น ส่งผลให้พื้นที่หน้าปัดผิวลาย ‘Sunray’ (ซันเรย์) แลดูกว้างขวางกว่ากัน แม้จะมีวงหน้าปัดย่อยขนาดไม่เล็กนักอยู่ที่ตำแหน่ง 3 กับ 9 นาฬิกาก็ตาม โดยวงตำแหน่ง 3 นาฬิกาจะใช้สำหรับแสดงค่าจับเวลาเป็นนาที ซึ่งทำได้สูงสุด 30 นาที ส่วนวงตำแหน่ง 9 นาฬิกาจะเป็นวงแสดงเวลาเป็นวินาที ส่วนเข็มชั่วโมงกับเข็มนาทีก็ยังคงเป็นทรงดินสอแท่งเรียวยาวพร้อมเคลือบ ‘Super-LumiNova’ เช่นเดิม แต่ไม่เหมือนเดิมเพราะเป็นสีเงินล้วนขัดเงา และดูจะมีขนาดที่ยาวกว่ากันเล็กน้อย

 

การขับเคลื่อนเป็นหน้าที่ของกลไกขึ้นลานอัตโนมัติฟังก์ชันโครโนกราฟ จับเวลาได้ต่อเนื่อง 30 นาที สั่งการด้วยปุ่มกดเพียงปุ่มเดียว Cal.AL-727 ซึ่งเป็นเครื่องคาลิเบรอใหม่ที่มาจากพื้นฐานของกลไกที่ La Joux-Perret (ลา ฌูซ์-แปร์เรต์) โรงงานผลิตกลไกนาฬิกาชื่อดังเป็นผู้ออกแบบ กลไกชุดนี้ทำงานที่ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง และสามารถสำรองพลังงานได้ถึง 55 ชั่วโมง

 

Startimer Pilot Heritage Chronograph เปิดตัวมาพร้อมกัน 3 แบบคือ เวอร์ชั่นหน้าปัดสีน้ำเงินร่วมกับวงหน้าปัดย่อยและขอบหน้าปัดสีเงิน ใช้เข็มวินาทีสีดำและเข็มจับเวลาสีแดง สวมคู่กับสายหนังสีน้ำตาลเข้ม เวอร์ชั่นหน้าปัดสีน้ำเงินร่วมกับวงหน้าปัดย่อยสีเงิน ใช้เข็มขนาดเล็กสีดำ และเข็มจับเวลาวินาทีสีขาว สวมคู่กับสายหนังสีดำ และเวอร์ชั่นหน้าปัดสีเงินร่วมกับวงหน้าปัดย่อยสีดำ ใช้เข็มขนาดเล็กสีขาว และเข็มจับเวลาวินาทีสีดำ สวมคู่กับสายหนังสีน้ำตาลอ่อน โดยทุกสายตัดเย็บจากหนังวัวพร้อมเดินตะเข็บด้ายสีอ่อนตัดกันอันเป็นสไตล์ย้อนยุค

 

ด้วยราคา 2,895 ยูโร หรือราว 97,000 บาทที่ Alpina ตั้งไว้ นับว่าดึงดูดใจอย่างยิ่งสำหรับคุณลักษณะการเป็นนาฬิกาโครโนกราฟแบบปุ่มกดปุ่มเดียวเช่นนี้ เพราะโดยปกติแล้วมักจะอยู่ในนาฬิกาที่มีราคาสูงกว่านี้มาก ยิ่งบวกกับดีไซน์ที่เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวเช่นนี้ด้วยแล้ว

Ref.AL-727LNS4H6 หน้าปัดสีน้ำเงิน วงหน้าปัดย่อยและขอบหน้าปัดสีเงิน เข็มวินาทีสีดำ เข็มจับเวลาสีแดง สายหนังวัวสีน้ำตาลเข้ม

Ref.AL-727LNN4H6 หน้าปัดสีน้ำเงิน วงหน้าปัดย่อยสีเงิน เข็มขนาดเล็กสีดำ เข็มจับเวลาวินาทีสีขาว สายหนังวัวสีดำ

Ref.AL-727SS4H6 หน้าปัดสีเงิน วงหน้าปัดย่อยสีดำ เข็มขนาดเล็กสีขาว เข็มจับเวลาวินาทีสีดำ สายหนังวัวสีน้ำตาลอ่อน

 

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up