UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesMean TimePANERAI กับปฏิบัติการใต้น้ำ

PANERAI กับปฏิบัติการใต้น้ำ

Q : ทราบมาว่านาฬิกา Panerai (พาเนอราย) มีส่วนสำคัญกับกองทัพเรืออิตาลีในการรบต่างๆ รวมถึงการปฏิบัติการใต้น้ำด้วยตอร์ปิโดที่บังคับด้วยคน จึงอยากรู้รายละเอียดของนาฬิกา Panerai ที่มีต่อกองทัพเรืออิตาลีครับ

A : ต้องขอเกริ่นนำสำหรับ Panerai หรือ Officine Panerai (ออฟฟิซิเน พาเนอราย) นะครับ เพราะเป็นนาฬิกาที่อยู่คู่กับอิตาลีและกองทัพเรืออิตาลีมาอย่างยาวนาน แบรนด์นี้ก่อตั้งในปี 1860 โดย Giovanni Panerai (จิโอวานนี พาเนอราย) ที่เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) ประเทศอิตาลี ในเวลานั้นถือเป็นร้านนาฬิกาและเวิร์คช็อปแห่งแรกและแห่งเดียวในฟลอเรนซ์ โดยตัว Giovanni ก็เป็นช่างประดิษฐ์นาฬิกาเช่นกัน

Giovanni Panerai และร้านแห่งแรกในเมืองฟลอเรนซ์เมื่อปี 1860

 

ต่อมาในปี 1916 ทาง Panerai ได้รับคำสั่งซื้อจากราชนาวีอิตาเลียน (Royal Italian Navy) หลายคนอ่านอาจจะงงเล็กๆ ว่า อิตาลีในเวลานั้นถือเป็นราชอาณาจักรด้วยหรือ เพราะใช้คำว่า ‘Royal’ นำหน้าชื่อเหล่าทัพ ความจริงคืออิตาลีดำรงความเป็นราชอาณาจักรจวบจนกระทั่ง ค.ศ. 1946 โดยมีพระเจ้าอุมแบร์โตที่ 2 (Umberto II) เป็นกษัตริย์องค์สุดท้าย นับตั้งแต่ปี 1922-1943 ราชอาณาจักรอิตาลีปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ แต่โดนระบอบฟาสซิสต์ครอบงำ การบริหารทั้งหมด นำโดย Benito Mussolini (เบนิโต มุสโสลินี) ผู้โหดร้ายที่นำความบอบช้ำมาสู่คนอิตาลีทั้งชาติ

ย้อนกลับมาที่ Panerai ด้วยชื่อเสียงในการผลิตนาฬิกาอันโด่งดังที่ขจรไปไกลออกไปทั่วทวีปยุโรป ทำให้กองทัพอิตาลีเล็งเห็นความสำคัญของนาฬิกาสำหรับทางทหาร เพราะในเวลานั้นชาติมหาอำนาจในยุโรปต่างก็มีมาตรฐานนาฬิกาที่ใช้ในการเดินเรือกันแพร่หลายแล้ว เช่นกองทัพเรือสหราชอาณาจักรที่ใช้งานนาฬิกาค่าความแม่นยำสูง กองทัพเรืออิตาลีจึงดำริจัดสร้างนาฬิกาเพื่อนาวีขึ้นในปี 1916 โดยมีข้อกำหนดว่านาฬิกาจะถูกเรียกให้เป็นอุปกรณ์ทางทหารด้านเวลา มีความแม่นยำสูง และสามารถใช้งานได้อย่างสมบุกสมบัน โดย Panerai ร่วมกับกองทัพเรืออิตาลีกำหนดชื่อรุ่นเป็น Radiomir (ราดิโอมีร์) ซึ่งเป็นชื่อมาจากธาตุกัมมันตรังสีเรเดียม (Radium) ที่ถูกผลิตให้เป็นผง มีความสามารถดูดกลืนแสงที่มีอยู่รอบตัวและเปล่งแสงสว่างออกมาได้ เมื่อนำผงเรเดียมมาผลิตเป็นหลักชั่วโมงบนหน้าปัด ก็สามารถอ่านค่าเวลาในที่อับแสงหรือที่มืดเช่นใต้น้ำได้เป็นอย่างดี แต่เรเดียมก็ถูกเลิกใช้ไปในที่สุด เหตุผลเพราะเป็นธาตุกัมมันตรังสีที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์ที่โดนกัมมันตภาพรังสี ซึ่งในความเป็นจริงนั้นผู้ใช้งานจะ   ไม่ได้รับผลกระทบจากรังสีที่อยู่ภายใต้กระจกหน้าปัด ทั้งยังมีค่ารังสีในปริมาณน้อยมาก แต่ทางการหลายๆ ประเทศคำนึงถึงการผลิตผงเรเดียมที่ทำให้คนงานในโรงงานเจ็บป่วย ช่างนาฬิกาที่ซ่อมแซมหน้าปัดนาฬิกาที่สัมผัสถูกสารโดยตรง รวมถึงไม่สามารถกำจัดสารและรังสีออกไปได้ไม่ว่าจะวิธีใดก็ตาม โดยสารประเภทนี้มีค่าสลายตัวหรือ ‘Half-life’ (ฮาล์ฟไลฟ์) ที่ยาวนาน ขึ้นอยู่ว่าเป็นชนิดใด บางประเภทเกือบ 7 ปี หรือบางประเภทมากกว่า 1,600 ปี ทำให้ต้องมาคิดกันแบบไกลๆ ว่า ถ้าคนสวมใส่นาฬิกาเหล่านี้สัก 10 ปีแล้วทิ้งไป จะมีสารตกค้างมากขนาดไหน จึงเป็นเหตุให้ยกเลิกในที่สุด

หน้าปัด Panerai ที่ออกแบบในปี 1938

 

Panerai ร่วมมือกับกองทัพเรืออิตาลีอย่างจริงจัง และประสบผลสำเร็จในการผลิตนาฬิกาเรือนแรกสำหรับภารกิจใต้น้ำ โดยได้จดสิทธิบัตรอีกหลายรายการจากการผลิตนาฬิกาครั้งนี้ จากนั้นก็ผลิตนาฬิกาเรื่อยมาจนเข้าประจำการ แต่ที่กล่าวถึงมากที่สุดก็คือการผลิตเรือนต้นแบบในช่วงปี 1936 โดยใช้ชื่อ Radiomir เช่นเดิม แต่ออกแบบสำหรับนักทำลายใต้น้ำสำหรับกองเรือดำน้ำที่ 1 ของกองทัพเรืออิตาลี โดยเป็นตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาดใหญ่ 47.0 มิลลิเมตร พร้อมสายหนังแบบยาวสำหรับคาดทับชุดดำน้ำ ทำงานด้วยกลไกไขลาน ขาตัวเรือนแบบหูกระทะที่สามารถกันน้ำได้อย่างดี หน้าปัดชั่วโมงออกแบบผสมระหว่างเลขโรมัน เลขอารบิก และขีด รวมถึงสามเหลี่ยมที่ 12 นาฬิกา หน้าปัดชนิดนี้ออกแบบบนพื้นฐานเพื่อความปลอดภัยของการดำน้ำในการอ่านค่าเวลาในทุกๆ ช่วงเวลาและทุกสภาพแสง ที่สามารถอ่านค่าเวลาได้อย่างแม่นยำเพราะหลักชั่วโมงออกแบบให้ต่างกันอย่างสิ้นเชิงเพื่อป้องกันความสับสนนั่นเอง

นาฬิกา Panreai Radiomir รุ่นแรก ในปี 1936

 

ถัดมาในปี 1938 ได้พัฒนาหน้าปัดอีกรูปแบบขึ้น หลังจากทดลองใช้งานต่างๆ นาน 2 ปี จนเกิดเป็นหน้าปัดแบบประกบ 2 ชั้น ชั้นล่างมีสารเรเดียมเข้มข้นเคลือบอยู่ ประกบด้วยกรอบหน้าปัดหลักชั่วโมงผสมระหว่างเลขอารบิกที่ตำแหน่ง 3, 6, 9 และ 12 นาฬิกา โดยตำแหน่งที่เหลือจะเป็นมาร์คเกอร์แบบขีด เพื่อให้สามารรถอ่านค่าได้ชัดเจนทุกสภาพแสง และมีหลักอ้างอิงทิศทางบนหน้าปัดจากเลขอารบิกดังกล่าว

 

ในห้วงเวลาปี 1939-1940 ถือเป็นการเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเต็มรูปแบบ กองทัพเรืออิตาลีในเวลานั้นเพิ่มความต้องการนาฬิกาสำหรับนักทำลายใต้น้ำที่มีความทนทานมากขึ้น และทำงานได้ในหลายๆ สภาวะ เช่น อุณหภูมิต่ำหรือเย็นจัด เพื่อให้ปฏิบัติการสงครามใต้น้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตัวเรือนถูกออกแบบให้ทนแรงดันน้ำได้มากขึ้นคล้ายรูปทรงกระบอกสูบ เกลียวมะยมต้องออกแบบให้ป้องกันน้ำได้ภายใต้แรงกดใต้น้ำ ขอบตัวเรือยกตัวสูงขึ้นพร้อมกับกระจกหนา และเรียกนาฬิการุ่นนี้ว่า Radiomir 1940 (ราดิโอมีร์ 1940)

นาฬิกา Panreai Radiomir ที่ผลิตในปี 1940

 

ความสำเร็จของนักทำลายใต้น้ำของกองทัพอิตาลีพร้อมกับ Panerai นั้นถูกจารึกในประวัติศาสตร์ในยุทธการบุกอเล็กซานเดรียหรือ ‘Raid on Alexandria’ (เรด ออน อเล็กซานเดรีย) ในปี 1941 อันถือเป็นส่วนหนึ่งในการรบยุทธนาวีสมรภูมิทะเลเมดิเตอร์เรเนียน การโจมตีนั้นใช้เรือดำน้ำหรือเรือตอร์ปิโดขนาดเล็กที่บังคับด้วยคน เรียกว่า ‘Siluro a Lenta Corsa’ (ซิลูโร อา เลนตา คอร์ซา) หรือ SLC เป็นตอร์ปิโดขนาดเล็กความเร็วต่ำ ควบคุมด้วยนักทำลายใต้น้ำจากกองทัพเรืออิตาลี โดยมีเป้าหมายทำลายและโจมตีกองเรือสหราชอาณาจักรในท่าเรืออเล็กซานเดรียของประเทศอียิปต์ การแทรกซึมใต้น้ำกระทำโดยเรือดำน้ำอิตาลี 1 ลำ และ SLC จำนวน 3 ลำ จากแนวระยะเป้าหมายที่จะโจมตี 2.0 กิโลเมตร ที่ความลึก 15 เมตร และได้เข้าไปติดตั้งระเบิดใต้ท้องเรือใต้แนวน้ำ โดยสร้างความเสียหายครั้งใหญ่ให้แก่กองเรือสหราชอาณาจักร ทำให้เรือประจัญบาน 2 ลำหมดสภาพการรบและต้องถอนตัว รวมถึงเรือพิฆาตและเรือส่งกำลังบำรุงน้ำมันเสียหายอย่างละ 1 ลำจากฝีมือของนักทำลายใต้น้ำเพียง 6 คนเท่านั้น แม้ทหารหน่วยทำลายใต้น้ำนี้จะถูกจับได้ทั้งหมดภายหลัง แต่ก็ถือเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในการรบที่ทำสงครามใต้น้ำ และมี Panerai เป็นอุปกรณ์สำคัญที่มีส่วนช่วยในการรบครั้งนั้น พร้อมๆ กับการปฏิบัติการใต้น้ำด้วยตอร์ปิโดที่บังคับด้วยมนุษย์เป็น ครั้งแรกที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก

นอกจากผลิตนาฬิกาดำน้ำให้กับกองทัพเรืออิตาลีแล้ว Panerai ยังขยายการผลิตไปยังส่วนของอุปกรณ์กับการดำน้ำเพิ่มเติมด้วย อาทิ เข็มทิศขนาดใหญ่สำหรับรัดบนข้อมือขณะดำน้ำ หรือมาตรวัดความลึกแบบกลไกที่ใช้แรงดันน้ำกดเพื่อให้สามารถหาค่าความลึกของการดำน้ำที่เหมาะสมกับภารกิจ นาฬิกา Panerai ถือเป็นนาฬิกาที่ดีที่สุดเพื่อการรบใต้น้ำแห่งยุค ความสามารถของสารเรืองแสงที่กองทัพอิตาลีต้องการนั้น เป็นเสมือนดาบ 2 คมในคราเดียวกัน เพราะสารเรืองแสงบนหน้าปัดนั้นสว่างเสียจนกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรสังเกตเห็นในพื้นน้ำได้ตั้งแต่ระยะไกล จึงเป็นการเปิดเผยตำแหน่งของตนโดยไม่ตั้งใจ จนทำให้ถูกจับตัวได้ในที่สุด ดังนั้นแม้จะสามารถมองเห็นใต้น้ำได้อย่างชัดเจนแต่ก็มีข้อเสียเช่นกัน ภายหลังจึงมีการออกแบบฝาปิดหรือที่บังแสงขึ้นเพื่อความปลอดภัยของกำลังพล

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up