UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesSPEEDMASTER DARK SIDE OF THE MOON ALINGHI - 'อลิงกิ' แบบแรกของ OMEGA

SPEEDMASTER DARK SIDE OF THE MOON ALINGHI – ‘อลิงกิ’ แบบแรกของ OMEGA

by: ‘TomyTom’

 

การแข่งขันเรือใบรายการ ‘America’s Cup’ (อเมริกาส์ คัพ) เป็นกิจกรรมอันหอมหวานที่เหล่าแบรนด์นาฬิกาหรูพากันเข้าไปมีส่วนร่วมอยู่เสมอ Omega (โอเมก้า) ซึ่งปรากฎตัวในรายการนี้ตั้งแต่ปี 1995 เป็นต้นมา ล่าสุดก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จับเวลาการแข่งขันอย่างเป็นทางการในการแข่งขันครั้งที่ 36 ซึ่งจะจัดขึ้นในปี 2021 ที่จะถึงนี้ แต่ก่อนจะถึงวันนั้น กลางปี 2019 ที่ผ่านมาก็ได้ประกาศฐานะพันธมิตรกับทีมเรือใบชื่อดัง ‘Alinghi’ (อลิงกิ) กันไปแล้ว และบัดนี้ก็ถึงเวลาเผยโฉมนาฬิกาเอดิชั่นพิเศษรุ่นแรกจากความร่วมมือของทั้งคู่ โดยนำพื้นฐานรุ่นดังอย่าง Speedmaster Moonwatch Dark Side of the Moon (สปีดมาสเตอร์ มูนวอทช์ ดาร์ก ไซด์ ออฟ เดอะ มูน) กลไกไขลานมาเสริมบุคลิกเฉพาะตัวของทีม ‘Alinghi’ เข้าไป

 

พื้นฐานของ Speedmaster Moonwatch Dark Side of the Moon นั้นถือได้ว่าเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นตัวแทนแห่งความสัมพันธ์นี้ เพราะอย่างที่ในวงการแข่งเรือทราบดีว่า เรือของทีม ‘Alinghi’ มีความโดดเด่นเป็นเลิศด้านความล้ำสมัย ทั้งในแง่ดีไซน์ วัสดุ และเทคโนโลยี เช่นเดียวกับ Speedmaster Moonwatch Dark Side of the Moon ที่มีความล้ำเท่าเทียมกันในทุกด้าน เช่น ตัวเรือนสีดำขนาดใหญ่บึกบึน 44.25 มิลลิเมตร ที่สร้างขึ้นจากเซรามิกชนิดแบล็ก เซอร์โคเนียม ออกไซด์ ตกแต่งด้วยการขัดเงาและการปัดลาย ผนึกกระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัลทรงกล่อง เคลือบสารป้องกันแสงสะท้อนทั้ง 2 ฝั่ง พร้อมเม็ดมะยม ปุ่มกด และขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำขัดเงา ตลอดจนฝาหลังเซรามิกสีดำปัดลายเซอร์คูลาร์ กรุกแผ่นแซพไฟร์คริสตัล ส่วนระดับการกันน้ำที่ระบุมาแค่ 50 เมตรนั้นก็ถือว่าสามารถใช้งานบนผิวน้ำได้ในระดับหนึ่ง

 

บุคลิกแห่งทีม ‘Alinghi’ ที่เสริมเข้าไปบน Speedmaster รุ่นนี้ เห็นได้ชัดจากการใช้สีแดงและสีขาวในรายละเอียดต่างๆ ตัดกับสีดำที่ปกคลุมอยู่ทั่วร่าง ทั้งยังเพิ่มสิ่งใหม่ด้วยการใช้สารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) สีขาวเติมลงบนร่องสลักของสเกล ‘Tachymeter’ (ทาคีมิเตอร์) บนขอบตัวเรือน ขณะที่ข้อความ ‘Tachymeter’ นั้นถูกลงด้วยสีแดงผิวเงา เช่นเดียวกับที่ตวัดเป็นโลโก้ ‘Alinghi’ บนปุ่มกดตำแหน่ง 2 นาฬิกา เคียงคู่กับโลโก้ ‘Omega’ สีขาวบนเม็ดมะยม ส่วนสายที่ให้มากับนาฬิการุ่นนี้เป็นยางสีดำชิ้นบน-ล่าง ประกบชิ้นกลางสีแดง โดยเห็นสีแดงด้านในได้จากรูระบายอากาศที่ฉลุพรุนไว้ทั่วพื้นสาย ร่วมด้วยการเดินตะเข็บด้วยด้ายสีแดง และล็อกติดข้อมืออย่างมั่นคงด้วยหัวเข็มขัดเซรามิกสีดำ

 

องค์ประกอบที่ชวนมองที่สุดของเอดิชั่นนี้เห็นจะไม่พ้นหน้าปัดที่มีเพียงส่วนวงขอบสีดำอันเป็นที่อยู่ของสเกลสีขาวกับจุดเหลี่ยมสีแดงบริเวณปลายหลักชั่วโมง และเป็นที่ติดตั้งหลักชั่วโมงสีดำเคลือบสารเรืองแสงสีขาว ซึ่งเชื่อมตำแหน่ง 3, 6 และ 9 นาฬิกาสู่มาตรหน้าปัดขนาดเล็กสีดำผิวลายเซอร์คูลาร์ร่วมกับสเกลสีขาวทั้ง 3 วงเท่านั้น เพราะบริเวณพื้นหลังที่เป็นลักษณะลายคาร์บอนไฟเบอร์นั้นแท้จริงแล้วเป็นงานตกแต่งโดยการยิงเลเซอร์บนผิวสะพานจักรเคลือบดำโดยตรง ซึ่งเทคนิคนี้ทำให้เห็นบางส่วนของกลไก ณ ตำแหน่ง 6-9 นาฬิกา ดูมีมิติอยู่เหนือพื้นลายรวงผึ้งบนแท่นเครื่องที่อยู่ลึกเข้าไปด้วย ส่วนเข็มทั้ง 6 ที่ปรากฎอยู่นั้นไม่มีเข็มใดเลยที่เหมือนกันทุกประการ เริ่มจากเข็มชั่วโมงกับนาทีทรงดินสอแบนราบเคลือบดำ แต้มสารเรืองแสงสีขาว เข็มจับเวลาวินาทีทรงสามเหลี่ยมเรียวแหลมสีแดงเงา แต้มสารเรืองแสงสีขาวบนพื้นที่ทรงเพชรเรียว เข็มจับเวลานาทีขนาดเล็กสีแดงเงา สอดคล้องกับสีสเกลพร้อมแถบสเกลจาก 1-5 นาทีแรก เหนือพื้นหน้าปัดสีดำ เพื่อเน้นความชัดเจนสำหรับการจับค่าเวลาแบบ ‘Regatta’ (รีกัตตา) ซึ่งเป็นการจับค่าเวลา 4 กับ 5 นาทีนับจากสัญญาณเริ่มขึ้นก่อนการปล่อยเรือ เข็มจับเวลาชั่วโมงรูปสามเหลี่ยมสีขาวซึ่งอยู่ร่วมกับแผ่นวงกลมอะลูมิเนียมผิวพ่นทรายทำอโนไดซ์เป็นสีดำ พร้อมโลโก้ ‘Alinghi’ สีแดงเงาขนาดใหญ่ เคลื่อนกวาดตัวเหนือพื้นสีดำ และเข็มวินาทีสีขาวเคลื่อนกวาดไปยังสเกลบนวงโครงหน้าปัดโปร่ง

 

แต่ความพิเศษทางรูปลักษณ์ภายนอกที่กล่าวมาทั้งหมดก็ยังไม่สาแก่ใจ Omega กลไกที่ใช้กับเอดิชั่นพิเศษนี้จึงถูกออกแบบรายละเอียดขึ้นใหม่ โดยนำดีไซน์เรือคาตามารัน ‘Alinghi TF35’ มาเป็นแรงบันดาลใจ อันเป็นที่มาของลายรวงผึ้งบนผิวเคลือบดำของแท่นเครื่องกับแป้นทับตลับลาน และลายคาร์บอนไฟเบอร์บนสะพานจักรเคลือบดำซึ่งเป็นการสกัดด้วยเลเซอร์ เพื่อนำมาซึ่งลักษณะที่คล้ายคลึงกับการตกแต่งบนลำเรือคาร์บอน และบริเวณแท่นเครื่องและสะพานจักรที่เป็นสีดำยังใช้สกรูสีดำเพื่อความกลมกลืน Omega กำหนดรหัสให้กับกลไกไขลานสำรองพลังงานได้ 48 ชั่วโมง ที่มีทับทิม 18 ชิ้น ทำงานด้วยระบบปล่อยจักรแบบ ‘Swiss-lever’ (สวิสเลเวอร์) ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง จับเวลาได้ 12 ชั่วโมง ด้วยระบบแคมว่า Cal.1865 โดยมีพื้นฐานมาจากกลไกโครโนกราฟไขลาน ‘In-house’ (อินเฮาส์) ตระกูล ‘Moonwatch’ (มูนวอทช์) Cal.186X นั่นเอง

 

Omega กำหนดราคาสำหรับ Speedmaster Moonwatch Dark Side of the Moon Alinghi Ref.311.92.44.30.01.002 ไว้ที่ 361,000 บาท โดยมีสถานะเป็นนาฬิกาเอดิชั่นพิเศษ แต่ไม่ได้เป็นการผลิตแบบจำนวนจำกัด และนอกเหนือจากโลโก้ ‘Alinghi’ อันโดดเด่นที่ฝั่งด้านหน้าแล้ว บนฝาหลังก็ยังกำกับข้อความ ‘Team Alinghi’ สลักไว้ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา บนขอบฝาหลัง ตรงข้ามกับข้อความ ‘Dark Side of the Moon’ ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา มาพร้อมกับกล่องบรรจุที่สร้างขึ้นเป็นการเฉพาะ ให้เข้ากับภาษาการออกแบบของนาฬิกา โดยตัวกล่องเป็นพื้นสีดำ เย็บตกแต่งด้วยด้ายสีแดงและใช้ซิปเป็นสีแดง ภายในบรรจุถาดสีดำที่สร้างพื้นผิวให้เป็นลายคาร์บอนไฟเบอร์ พร้อมหมอนนาฬิกาสีดำเดินตะเข็บด้ายแดง ซึ่งพื้นผิวด้านข้างของตัวหมอนก็ทำเป็นลายคาร์บอนไฟเบอร์เช่นกัน และที่ขาดไม่ได้ก็คือโลโก้ Omega เคียงข้างกับโลโก้ ‘Alinghi’ อยู่บนฝากล่องด้านใน

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up