UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesTAG HEUER AQUARACER PROFESSIONAL 200 SOLARGRAPH 34MM - เรือนดำน้ำพลังแสงในไซส์ขนาดย่อม

TAG HEUER AQUARACER PROFESSIONAL 200 SOLARGRAPH 34MM – เรือนดำน้ำพลังแสงในไซส์ขนาดย่อม

by: ‘Mr.Big’

 

ปี 2022 ที่ผ่านมา TAG Heuer (แทค ฮอยเออร์) ได้มอบทางเลือกใหม่ให้กับผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาสปอร์ต ด้วยการนำระบบสร้างพลังงานจากแสงที่เรียกว่า ‘Solargraph’ (โซลาร์กราฟ) มาใช้กับคอลเลกชั่นนาฬิกาดำน้ำ Aquaracer Professional 200 (อควอเรเซอร์ โปรเฟสชันแนล ทูฮันเดรด) โดยมากับขนาด 40.0 มิลลิเมตร พร้อมวัสดุสเตนเลสสตีลและไทเทเนียมที่ออกใหม่ในปี 2023 ที่ผ่านมา และปีนี้ TAG Heuer ก็ได้ขยายไลน์ให้ครอบคลุมการใช้งานมากขึ้น ด้วยการออกเวอร์ชั่นใหม่ที่มาพร้อมกับขนาด 34.0 มิลลิเมตร อันเป็นไซส์ที่ค่อนไปทางเล็ก จึงเหมาะที่จะสวมใส่ได้สวยกับข้อมือสุภาพสตรี หรือสุภาพบุรุษผู้มีข้อมือเล็กก็ไม่เป็นที่ยกเว้น โดยนำเสนอมาใน 3 สีสันหน้าปัด ที่ส่งมอบความประทับใจในบุคลิกที่แตกต่างกัน

MITSUBISHI

 

Aquaracer Professional 200 Solargraph เวอร์ชั่นขนาด 34.0 มิลลิเมตร ใหม่นี้ มาพร้อมความหนา 9.7 มิลลิเมตร และความยาวจากปลายขาสายด้านบนถึงปลายขาสายด้านล่าง 40.6 มิลลิเมตร ในดีไซน์ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของ Aquaracer ที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุค 90s สร้างสรรค์ตัวเรือนจากสเตนเลสสตีลปัดผิวด้าน และงานลบมุมขัดเงาสร้างมิติประกายสะท้อนของแสงได้อย่างคมคาย และเพิ่มความเงางามให้กับขอบตัวเรือนสิบสองเหลี่ยมที่ดีไซน์ให้มีระนาบเอียงลงด้านนอก ด้วยการขัดมันเงาวับดุจผิวกระจก สลับกับตัวเลขบอกเวลาหลักสิบและสันบ่าทั้ง 6 ตำแหน่ง ซึ่งทำผิวแบบพ่นทรายให้เกิดมิติ โดยสามารถปรับหมุนได้ทิศทางเดียวเหมือนกับรุ่นอื่นๆ ผนึกด้วยคริสตัลแซพไฟร์เคลือบสารกันการสะท้อน ส่วนฝาหลังแบบทึบล็อกเกลียวถูกสลักเป็นลายรวงผึ้ง พร้อมดวงดาวเข็มทิศ 8 แฉก วางเหนือโครงเส้นสิบสองเหลี่ยมตามลักษณะขอบตัวเรือน และแน่นอนว่าการกันน้ำต้องอยู่ที่ระดับ 200 เมตร ตามที่ปรากฏอยู่ในชื่อรุ่น

 

หน้าปัดของเรือนดำน้ำพลังงานแสงขนาดใหม่นี้เผยโฉมออกมา 3 เวอร์ชั่น กับ 4 การตกแต่ง ได้แก่หน้าปัดสีน้ำเงิน ‘Deep Blue’ (ดีพ บลู) ปัดลาย ‘Sunburst’ (ซันเบิร์ส) พร้อมเข็มวินาทีเคลือบแลคเกอร์เป็นสีฟ้า ‘Polar Blue’ (โพลาร์ บลู) อันเป็นหนึ่งในซิกเนเจอร์ของ Solargraph ที่สืบทอดมาจากรุ่นก่อน ประทับด้วยโลโก้ TAG Heuer สีเงินนูน ขณะที่หน้าปัดแบบที่ 2 เป็นการนำสีฟ้า ‘Polar Blue’ อันเป็นเอกลักษณ์มาสร้างสรรค์เป็นพื้นหน้าปัดทั้งแผ่น พร้อมทำผิวเป็นลายเกล็ดน้ำแข็งละเอียดที่เห็นแล้วชวนให้นึกถึงขนมหวานอย่างบิงซู และผ่านการเคลือบให้เป็นประกายเงางาม ส่วนเข็มวินาทีเป็นสีเงินเช่นเดียวกับเข็มชั่วโมงและนาที โดยที่โลโก้นูนของ TAG Heuer ของรุ่นนี้ทำเป็นสีเทา และสุดท้ายคือแบบหน้าปัดเปลือกหอยมุกละมุนสีขาวธรรมชาติ ซึ่งมีโลโก้ TAG Heuer สีเงินนูนติดตั้งไว้อย่างกลมกลืน พร้อมเข็มวินาทีสีเงิน โดยหน้าปัดรุ่นนี้มีให้เลือกทั้งหลักชั่วโมงทรงแท่งปกติ หรือใช้เพชร 11 เม็ด น้ำหนักรวม 0.155 กะรัต ติดตั้งแทนหลักชั่วโมงทั้ง 11 ตำแหน่ง เป็นการเสริมลุคให้ดูหรูหราขึ้นอีกเล็กน้อย หรือจะเติมเต็มความหรูหรายิ่งขึ้นด้วยการประดับเพชรเพิ่มอีก 35 เม็ด น้ำหนัก 0.6 กะรัต ลงบนขอบตัวเรือนก็มีให้พิจารณาด้วยเช่นกัน ซึ่งการรังสรรค์หน้าปัดของทุกรุ่น จะใช้แผ่นหน้าปัดเปล่าๆ ที่ไม่มีส่วนแผ่นฐานรองรับ และต้องทำพื้นผิวให้มีลักษณะกึ่งโปร่งแสง เพื่อให้แสงสามารถเล็ดลอดลงมายังแผงโซลาร์เซลล์ขนาดเล็กที่ติดตั้งอยู่เบื้องหลังแผ่นหน้าปัด เพื่อสร้างพลังงานในการขับเคลื่อนให้กับนาฬิกา

 

สำหรับฟังก์ชันการทำงานยังคงเหมือนกับรุ่นก่อนหน้าที่เป็นการแสดงเวลาแบบ 3 เข็ม ร่วมกับการบอกวันที่ภายในช่องหน้าต่างที่ติดตั้งอยู่ ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา โดยหลักชั่วโมงและเข็มได้รับการเคลือบสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) ซึ่งจะเรืองแสงออกมาเป็นสีเขียว ยกเว้นส่วนเข็มนาทีที่จะเรืองแสงออกมาเป็นสีฟ้า นอกจากนี้ในรุ่นหน้าปัดสีน้ำเงิน ‘Deep Blue’ ยังเคลือบสารเรืองแสงเอาไว้บนเข็มวินาทีสี ‘Polar Blue’ ให้เรืองแสงออกมาเป็นสีฟ้าอีกด้วย ส่วนแหล่งพลังงานในการขับเคลื่อนคือเครื่องควอตซ์พลังงานแสงอาทิตย์ Cal.TH50-01 อันเป็นเครื่องที่ TAG Heuer ร่วมพัฒนากับ ‘La Joux-Perret’ (ลา ฌูซ์-แปร์เรต์) แบรนด์ผู้ผลิตจักรกลเวลาชั้นนำของสวิส โดยสามารถสร้างพลังงานให้เครื่องทำงานได้นับตั้งแต่ 2 นาทีแรก ผ่านการชาร์จพลังงานได้จากทั้งแหล่งแสงธรรมชาติและแสงสังเคราะห์ และสามารถกักเก็บประจุพลังงานได้นานถึง 10 เดือน เมื่อชาร์จเต็มประจุด้วยการสัมผัสกับแสงเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 40 ชั่วโมง ทุกรุ่นประกอบเข้ากับสายสเตนเลสสตีลแบบ 3 ข้อ ผิวปัดด้านสลับกับงานขัดมันเฉพาะส่วนข้อกลาง สามารถจับจองเป็นเจ้าของกันได้ในราคาตั้งแต่ 2,150 ถึง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากคิดเป็นเงินไทยตกอยู่ที่ประมาณ 77,000 ถึง 180,000 บาท

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up