UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesTAG HEUER AQUARACER PROFESSIONAL 300 DATE & GMT - เจเนอเรชั่นล่าสุดของเรือนดำน้ำตระกูลดัง

TAG HEUER AQUARACER PROFESSIONAL 300 DATE & GMT – เจเนอเรชั่นล่าสุดของเรือนดำน้ำตระกูลดัง

by: ‘TomyTom’

 

TAG Heuer (แทค ฮอยเออร์) ปรับโฉมขึ้นเจเนอเรชั่นใหม่ให้กับ 2 รุ่น จากคอลเลกชั่น Aquaracer (อควาเรเซอร์) นาฬิกาดำน้ำตระกูลดัง ได้แก่รุ่น Aquaracer Professional 300 Date (อควาเรเซอร์ โปรเฟสชันแนล 300 เดท) และ Aquaracer Professional 300 GMT (อควาเรเซอร์ โปรเฟสชันแนล 300 จีเอ็มที) ด้วยลายหน้าปัดใหม่ที่สลวยสวยงาม ทรงเสน่ห์ และมีลักษณะเฉพาะตัวกว่าแต่ก่อน โดยมากับความสามารถในการกันน้ำถึง 300 เมตร ของตัวเรือนที่มีขนาดย่อมลงมาเล็กน้อย และใช้กลไกตระกูลใหม่ที่สำรองพลังงานได้นานถึง 80 ชั่วโมง

MITSUBISHI

 

ตัวเรือนและขอบตัวเรือนยังคงเป็นแบบหลายเหลี่ยมที่มีด้านบนแป็นเซรามิกสีต่างๆ อันเป็นรูปลักษณ์เด่นของ Aquaracer เรือนดำน้ำ 300 เมตร เจเนอเรชั่นก่อน โดยมาพร้อมสเกล 60 นาที สำหรับกำหนดเวลาอยู่ใต้น้ำซึ่งหมุนได้ทิศทางเดียวในรุ่น Aquaracer Professional 300 Date และวงขอบตัวเรือนพร้อมสเกล 24 ชั่วโมง ซึ่งหมุนได้ 2 ทิศทาง ของ Aquracer Professional 300 GMT ร่วมด้วยเม็ดมะยมชนิดขันเกลียว ส่วนฝาหลังที่ล็อกด้วยเกลียวนั้นเป็นแบบแผ่นทึบ ตกแต่งด้วยภาพสลักรูปหมวกดำน้ำที่มีพื้นหลังเป็นลายหกเหลี่ยมขนาดเล็กปูต่อกันเป็นแพอย่างสวยงาม และไม่ว่าจะเป็นสายชนิดใดก็ใช้ตัวล็อกนิรภัยแบบบานพับที่ปลดล็อกด้วยปุ่มกดคู่ และตัวปรับเลื่อนระดับความยาวสายเช่นเดียวกัน

 

สารเรืองแสงสีขาวที่เคลือบมาอย่างเต็มที่นั้นเปล่งแสงด้วยสีต่างกัน คือสำหรับรุ่น Date จะเปล่งแสงสีเขียวที่หลักชั่วโมงกับเข็มชั่วโมง และสีฟ้าที่เข็มนาที เข็มวินาที และเส้นสามเหลี่ยมบนขอบตัวเรือน ขณะที่รุ่น GMT จะเปล่งแสงเขียวที่หลักชั่วโมงกับเข็มชั่วโมง นาที วินาที และเปล่งแสงสีฟ้าที่เข็ม 24 ชั่วโมง กับเส้นสามเหลี่ยมบนขอบตัวเรือน เข็มชั่วโมงและเข็มนาทีเป็นทรงดาบที่มีขนาดใหญ่เพื่อให้อ่านค่าเวลาได้ง่าย ลายบนหน้าปัดถูกตกแต่งมาอย่างสวยงามในลักษณะของคลื่นน้ำที่มีมิติ ซึ่งช่วยเพิ่มลักษณะเฉพาะตัวให้กับนาฬิกาทั้ง 2 รุ่นนี้

 

ขนาดตัวเรือนถูกปรับใหม่ให้เล็กลงเล็กน้อย จากโฉมก่อนที่ใช้ขนาด 43.0 มิลลิเมตร มาเป็น 42.0 มิลลิเมตร ตัวเรือนทำจากสเตนเลสสตีลผิวปัดลายที่ด้านหน้า และขัดเงาบริเวณแนวปาด ส่วนสายที่เป็นสเตนเลสสตีลแบบ 3 แถว จะปัดลายที่ฝั่งด้านหน้าและขัดเงาที่บริเวณด้านข้าง และหากเป็นสายยางจะเป็นแบบ 3 แถว ที่แนวกลางตกแต่งผิวให้เป็นลายเกรน กระจกหน้าปัดเป็นคริสตัลแซพไฟร์เคลือบสารกันแสงสะท้อน พร้อมเลนส์ทรงกลมสำหรับขยายวันที่ เหนือช่องหน้าต่างสี่เหลี่ยม ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา

 

สำหรับกลไกที่ใช้นั้น เปลี่ยนมาเป็นตระกูล TH31 ที่ TAG Heuer ร่วมสร้างกับ ‘AMT’ (เอเอ็มที) อันเป็นโรงงานผลิตกลไกในเครือของ ‘Sellita’ (เซลลิตา) ซึ่งเน้นการผลิตกลไกระดับไฮเอนด์ ในลักษณะของงานผลิตแบบกึ่งสั่งทำให้กับแบรนด์ต่างๆ มิใช่กลไกระดับธรรมดาของ ‘Sellita’ เหมือนเจเนอเรชั่นก่อนหน้านี้

 

เวอร์ชั่นของรุ่น Date เปิดตัวมา 3 สี คือขอบตัวเรือนและหน้าปัดสีดำ คู่เข็มวินาทีสีฟ้า ขอบสีน้ำเงินคู่เข็มวินาทีสีส้ม และขอบสีเขียวเข้มคู่เข็มวินาทีสีเหลือง ส่วนเข็มชั่วโมงกับเข็มนาทีและหลักชั่วโมงที่เป็นทรงแปดเหลี่ยมของทุกเวอร์ชั่นถูกเคลือบด้วยโรเดียม การขับเคลื่อนเป็นหน้าที่ของกลไกอัตโนมัติ Cal.TH31-00 บอกเวลา 3 เข็ม พร้อมฟังก์ชันวันที่ ความถี่การทำงาน 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง ซึ่งผ่านการทดสอบความโครโนมิเตอร์ ของ COSC (ซีโอเอสซี) มาเรียบร้อย และให้พลังงานสำรองอย่างเหลือเฟือถึง 80 ชั่วโมง และสำหรับเวอร์ชั่นสีดำกับสีน้ำเงินจะมีแบบที่จับคู่กับสายยางสีดำหรือสายยางสีน้ำเงินให้เลือกด้วย สนนราคานั้นต่างกันเล็กน้อย คือหากจับคู่กับสายยางจะอยู่ที่ 139,000 บาท และหากจับคู่กับสายสเตนเลสสตีลจะอยู่ที่ 147,000 บาท

 

ส่วนเวอร์ชั่นของรุ่น GMT นำเสนอมา 2 ชุดสี คือหน้าปัดสีน้ำเงินร่วมกับขอบตัวเรือนสีน้ำเงินสลับสีดำ เคลือบแลคเกอร์สีฟ้าบนเข็ม 24 ชั่วโมง และหน้าปัดสีเขียวร่วมกับขอบตัวเรือนสีเขียวสลับสีดำ เคลือบแลคเกอร์สีเขียวบนเข็ม 24 ชั่วโมง ส่วนเข็มชั่วโมง นาที วินาที และหลักชั่วโมงทรงแปดเหลี่ยมจะเคลือบด้วยโรเดียม กลไกที่ใช้เป็นเครื่องอัตโนมัติ บอกเวลาแบบ 3 เข็ม พร้อมฟังก์ชันวันที่และ GMT ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง Cal.TH31-03 ซึ่งเป็นการเพิ่มฟังก์ชั่น GMT เข้าไปบนพื้นฐานกลไก Cal.TH31-00 โดยยังคงมีความเที่ยงตรงตามเกณฑ์มาตรฐานโครโนมิเตอร์ของ COSC และให้พลังงานสำรองได้นานถึง 80 ชั่วโมง เช่นเดียวกัน

 

เวอร์ชั่นหน้าปัดสีน้ำเงินนั้นเลือกได้ว่าจะจับคู่กับสายยางสีน้ำเงินหรือสายสเตนเลสสตีล โดยหากคู่กับสายยางจะตั้งราคาไว้ที่ 154,500 บาท แต่หากคู่กับสายสเตนเลสสตีลจะอยู่ที่ 162,500 บาท ส่วนเวอร์ชั่นหน้าปัดสีเขียวจะมีเฉพาะสายสเตนเลสสตีลเท่านั้น ซึ่งราคาก็อยู่ที่ 162,500 บาทเช่นกัน

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up