UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesTAG HEUER MONACO SPLIT-SECONDS CHRONOGRAPH - เรือนเหลี่ยมกับฟังก์ชันแยกจับเวลา

TAG HEUER MONACO SPLIT-SECONDS CHRONOGRAPH – เรือนเหลี่ยมกับฟังก์ชันแยกจับเวลา

by: ‘TomyTom’

 

อย่างที่ทราบกันดีว่า ขั้นสุดของกลไกจับเวลาแบบปกติก็คือ กลไกจับเวลาที่มีฟังก์ชัน ‘Split-seconds’ (สปลิทเซกันด์ส) หรือ ‘Rattrapante’ (แรตตราปองต์) แยกเข็มวินาทีเพื่อบันทึกเวลาแรก ขณะที่เข็มวินาทีอีกเข็มหนึ่งยังคงจับเวลาต่อไปอย่างแม่นยำ TAG Heuer (แทค ฮอยเออร์) ผู้คลุกคลีสร้างสรรค์นาฬิกาจับเวลามานานหลายทศวรรษ จึงออกนาฬิกา ‘Split-Seconds’ มาให้ชื่นชมกัน โดยมาในเรือนนาฬิกาทรงเหลี่ยม Monaco (โมนาโค) และให้ชื่อตรงไปตรงมาว่า Monaco Split-seconds Chronograph (โมนาโค สปลิทเซกันด์ส โครโนกราฟ)

MITSUBISHI

 

อันที่จริง TAG Heuer เคยสร้าง Monaco Split-seconds Chronograph มาครั้งหนึ่งแล้ว โดยสร้างออกมาแค่เรือนเดียวสำหรับร่วมออกประมูลในรายการ ‘Only Watch’ (โอนลี วอทช์) ประจำปี 2023 จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีเอดิชั่นปกติตามออกมา นาฬิการุ่นนี้เปิดตัวมาพร้อมกัน 2 เวอร์ชั่น คือเวอร์ชั่นตัวเรือนไทเทเนียม และแบบตัวเรือนไทเทเนียมเคลือบสีดำด้วยเทคนิค DLC ซึ่งนอกจากสีตัวเรือนแล้ว สีที่ใช้ในการตกแต่งบนองค์ประกอบต่างๆ ก็ต่างกันด้วย โดยเวอร์ชั่นเคลือบดำจะแต่งแต้มด้วยสีแดง ขณะที่เวอร์ชั่นเรือนไทเทเนียมจะใช้โทนสีน้ำเงิน

 

ตัวเรือนมีขนาด 41.0 มิลลิเมตร หนา 15.2 มิลลิเมตร แต่งพื้นผิวแบบผสมผสาน ทั้งปัดลาย พ่นทราย และขัดเงา กระจกหน้าปัดเป็นคริสตัลแซพไฟร์ทรงโดมครอบ ปาดแต่งขอบริมคล้ายเป็นหน้าจอให้ชื่นชมสิ่งที่อยู่ภายใน โดยมีเพียงหน้าปัดขนาดเล็กทรงเหลี่ยม 2 ชิ้น ทำหน้าที่บอกค่าจับเวลาชั่วโมงและนาที ร่วมกับกรอบทรงหกเหลี่ยม เท่านั้นที่บดบังบางส่วนของกลไกเอาไว้ ส่วนหลักชั่วโมงกับสเกลนาที-วินาทีนั้นถูกพิมพ์เป็นแนววงกลมลงบนแผ่นกรอบคริสตัลแซพไฟร์ใส และเมื่อพลิกมาด้านหลังก็จะพบกับบานคริสตัลแซพไฟร์ขนาดใหญ่ปาดขอบเจียรเหลี่ยม ทำหน้าที่เป็นฝาหลังโดยยึดกับตัวเรือนด้วยสกรู ซึ่งสวยงามมาก แต่ก็ทำให้สามารถกันน้ำได้ 30 เมตร เท่านั้น

 

ปุ่มกดจับเวลาออกแบบเป็นทรงเหลี่ยม โดยฝั่งขวาที่มี 2 ปุ่มจะเป็นปุ่มเริ่มกับปุ่มหยุด-รีเซตอย่างที่คุ้นเคย แต่ที่ฝั่งซ้ายจะมีโครงกรอบทรงเหลี่ยมอยู่ที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา ซึ่งใช้สำหรับกดให้ปุ่มอะลูมิเนียม (สีแดงหรือสีน้ำเงิน ตามเวอร์ชั่นของนาฬิกา) ที่อยู่ด้านในให้ยุบลงไปสั่งการฟังก์ชัน ‘Split-seconds’ ทำการหยุดเข็มจับเวลาวินาทีเข็มหนึ่ง แยกออกจากเข็มจับเวลาวินาทีอีกเข็มหนึ่งที่ยังคงเดินหน้าจับเวลาต่อไป ตัวนาฬิกาติดตั้งมากับสายหนังวัวสีแดงหรือสีน้ำเงินตามเวอร์ชั่นของนาฬิกา ปั๊มผิวเป็นลายเนื้อผ้า

 

เมื่อมองจากด้านหน้าเข้าไปจะพบเข้ากับแท่นเครื่องและสะพานจักรในโทนสีเงินกับสีเทาเข้ม ทำหน้าที่เป็นดั่งพื้นหน้าปัดหลัก และมีสะพานจักรขนาดใหญ่ 2 ท่อน พาดผ่านในลักษณะคล้ายอักษร ‘X’ ผ่ากลาง ปัดผิวลายแนวดิ่ง ซึ่งเป็นตำแหน่งสำหรับติดตั้งแผ่นหน้าปัดย่อยทั้ง 2 ชี้บอกเวลาด้วยเข็มชั่วโมงกับนาทีเคลือบโรเดียมฉลุโปร่ง เคลือบสารเรืองแสงสีขาวและเคลือบส่วนปลายด้วยสีแดง สอดคล้องกับขีดสีแดงกับสารเรืองแสงสีขาวที่หลักชั่วโมง และสเกลสีขาวซึ่งพิมพ์ลงบนแผ่นกรอบคริสตัลแซพไฟร์ ส่วนเข็มวินาทีที่ 6 นาฬิกา กับเข็มจับเวลาวินาทีเข็มล่างจะเคลือบด้วยโรเดียมสีเงิน เช่นเดียวกับกรอบหน้าปัดแสดงวินาที ได้สมดุลกับตรา TAG Heuer สีเงินที่ติดตั้งลงบนแท่นเครื่อง ณ ตำแหน่งใต้ 12 นาฬิกา ในเวอร์ชั่นเรือนดำนั้น เข็มจับเวลาวินาทีเข็มบนและเข็มจับเวลาขนาดเล็กถูกเคลือบด้วยแลคเกอร์สีแดง โดยมีแผ่นหน้าปัดย่อยเป็นพื้นสีดำผิวโอปอลีนพิมพ์สเกลขาว และเคลือบสะพานจักรทรงตัว ‘X’ ผ่ากลางเป็นสีดำ แต่เวอร์ชั่นเรือนไทเทเนียม เข็มจับเวลาวินาทีเข็มบนและเข็มจับเวลาขนาดเล็กจะเคลือบเป็นสีน้ำเงิน และมีแผ่นหน้าปัดย่อยเป็นสีขาวผิวโอปอลีนพิมพ์สเกลดำ ส่วนสะพานจักรตัว ‘X’ เป็นสีน้ำเงินไล่โทนจากสีอ่อนด้านบนลงมาเป็นสีเข้มทางด้านล่างอย่างสวยงาม

 

เครื่องที่ประจำการอยู่ในนาฬิการุ่นนี้ เป็นกลไกขึ้นลานอัตโนมัติ Cal.TH81-00 ฟังก์ชันจับเวลาสูงสุด 12 ชั่วโมง พร้อม ‘Split-seconds’ ที่ TAG Heuer พัฒนาร่วมกับ ‘Vaucher’ (โวแชร์) โดยมีกลไกอัตโนมัติฟังก์ชันจับเวลา ระบบ ‘Column-wheel’ (คอลัมน์วีล) ที่เป็นกลไกแบบ ‘Integrated’ (อินทีเกรเตด) ความถี่การทำงาน 36,000 ครั้ง/ชั่วโมง Cal.VMF 6710 ของ ‘Vaucher’ เป็นพื้นฐานในการปรับเพิ่มเติมโมดูล ‘Split-seconds’ เข้าไป ซึ่งจะว่าไปแล้วก็คล้ายกับกลไก ‘Split-seconds’ ของ ‘Vaucher’ เวอร์ชั่นที่ใช้กับนาฬิกา Parmigiani (พาร์มิจิอานี) และ Richard Mille (ริชาร์ด มิลล์) นั่นเอง โดยเวอร์ชั่นสำหรับ TAG Heuer นี้สามารถสำรองพลังงานได้ 65 ชั่วโมง ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยลายขัดแต่งบนสะพานจักรที่คล้ายกับธงตาหมากรุก โรเตอร์ที่ฉลุโปร่งเป็นลักษณะกรอบตรา TAG Heuer และทาสีบนแนวโค้งด้วยมือเป็นสีแดงหรือน้ำเงินไล่โทนตามเวอร์ชั่นของนาฬิกา

 

TAG Heuer Monaco Split-seconds Chronograph ถูกกำหนดราคาไว้สูงถึง 138,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.085 ล้านบาท เท่ากันทั้ง 2 เวอร์ชั่น โดยจะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2024 เป็นต้นไป

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up