UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesTHE EXOTIC DIALS - เหนือชั้นด้วยหน้าปัดสุดตื่นตา

THE EXOTIC DIALS – เหนือชั้นด้วยหน้าปัดสุดตื่นตา

by: ‘TomyTom’

 

Ulysse Nardin (ยูลิส นาร์แดง) โชว์ความเหนือชั้นครั้งใหม่ด้วย 4 เวอร์ชั่นล่าสุดซึ่งเป็นงานผลิตแบบจำกัดจำนวนของประดิษฐกรรมเวลาเทคนิคเด่น Executive Tourbillon Free Wheel (เอ็กเซ็กคิวทีฟ ทูร์บิญอง ฟรี วีล) ที่นำเสนอความงามเชิงจักรกลด้วยการโชว์ความเคลื่อนไหวของเฟืองจักรอยู่เหนือพื้นหน้าปัด ภายใต้แผ่นคริสตัลแซพไฟร์ทรงกล่องขนาดใหญ่ที่หุ้มจนถึงด้านข้างของตัวเรือน ให้เลอเลิศยิ่งขึ้นอีกระดับด้วยลักษณะพื้นหน้าปัดสุดพิเศษที่แสนจะงดงามแตกต่างกันไปในแต่ละเวอร์ชั่น

 

ลักษณะทางเทคนิคของรูปแบบตัวเรือนและกลไกยังคงไม่แตกต่างไปจากเวอร์ชั่นดั้งเดิมที่ออกมาเมื่อปี 2018 โดยกลไกที่กลายเป็นความเคลื่อนไหวอันงดงามนี้เป็นเครื่องไขลาน ‘In-house’ (อินเฮาส์) Cal.UN-176 ความถี่ 18,000 ครั้ง/ชั่วโมง พลังงานสำรอง 7 วัน พร้อมเข็มจักรชี้แสดงพลังงานสำรอง ณ ตำแหน่ง 4 นาฬิกา ที่ควบคุมความแม่นยำในการรักษาเวลาด้วยทูร์บิญองแบบ ‘Flying’ (ฟลายอิง) ที่เรียกว่า ‘Ulysse Nardin Anchor Tourbillon’ (ยูลิส นาร์แดง แองเคอร์ ทูร์บิญอง) และการใช้จักรเหล็ก ก้ามปู สายใยจักรกลอก และจักรกลอกที่ผลิตจาก ‘Silicium’ (ซิลิเซียม) ซึ่งมองเห็นสีม่วงและสีน้ำเงินของเนื้อวัสดุได้อย่างชัดเจน บรรจุมาในตัวเรือนทอง 18K ขนาด 44.0 มิลลิเมตร.พร้อมฝาหลังผนึกคริสตัลแซพไฟร์

 

4 เวอร์ชั่นใหม่ของ Executive Tourbillon Free Wheel เป็นการผลิตแบบจำนวนจำกัด ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) เพียงเวอร์ชั่นละ 18 เรือน แสดงให้ประจักษ์ด้วยป้ายแสดงหมายเลขประจำเรือน (X)X/18 ที่ติดตั้งอยู่ข้างตัวเรือน ความแตกต่างของแต่ละเวอร์ชั่นอยู่ที่รูปแบบของหน้าปัดและแป้นปิดตลับลาน โดยมีชื่อเรียกขานต่างกันออกไปคือ ‘Osmium’ (ออสเมียม) ที่มากับตัวเรือนทองขาว 18K ในขณะที่อีก 3 เวอร์ชั่น ‘Straw Marquetry’ (สตรอว์ มาร์เกทรี) ‘Aventurine’ (อเวนจูรีน) และ ‘Carbonium Gold’ (คาร์โบเนียม โกลด์) ใช้ตัวเรือนทองกุหลาบ 18K โดยสีของเฟืองจักร สะพานจักร และชิ้นแกนตลับลานซึ่งเป็นโลโก้แบรนด์ ตลอดจนเข็มชั่วโมงและนาทีก็ผลิตจากทองสีเดียวกันกับตัวเรือน ยกเว้นสะพานจักรชิ้นใหญ่ ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกาซึ่งใช้สีที่สอดคล้องกับสีของพื้นหน้าปัดในแต่ละเวอร์ชั่น อีกทั้งชิ้นสกรูต่างๆ ก็ยังถูกทำให้เป็นสีที่สอดคล้องกับพื้นหน้าปัดของแต่ละเวอร์ชั่นด้วยเช่นกัน

 

ชื่อเวอร์ชั่น ‘Osmium’ มาจากชนิดวัสดุที่ใช้ทำแผ่นหน้าปัดและแผ่นปิดตลับลาน ซึ่งเป็นโลหะที่หนักที่สุดในโลก และเป็นหนึ่งธาตุอันเป็นที่สุดด้านความหายาก ความหนาแน่น และความคงทน ลักษณะเด่นของเนื้อวัสดุชนิดนี้ก็คือประกายระยิบระยับสีน้ำเงินในผิวสีเงินของ ‘Osmium’ อันเป็นผลึกคล้ายเพชรที่มอบความรู้สึกดุจฟากฟ้าเหนือชั้นบรรยากาศโลก จับคู่มากับตัวเรือนทองขาว 18K และสายหนังจระเข้สีน้ำเงิน วางราคาจำหน่ายไว้ที่ 102,000 ยูโร หรือราว 3.45 ล้านบาท

เวอร์ชั่นหน้าปัด ‘Osmium’

 

ชื่อเวอร์ชั่น ‘Straw Marquetry’ มาจากรูปแบบการตกแต่งพื้นหน้าปัดและแผ่นปิดตลับลานซึ่งเป็นการประดับด้วยฟางย้อมสี อันเป็นเทคนิคเก่าแก่ที่พบในงานฝีมือของแม่ชีสมัยศตวรรษที่ 17 โดยรูปแบบที่ใช้กับงาน ‘Straw Marquetry’ ของเวอร์ชั่นนี้เป็นการจัดเรียงด้วยเศษฟางชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ย้อมด้วยสีดำตามรูปแบบที่ออกแบบไว้ ก่อให้เกิดมิติที่งดงามอย่างเป็นธรรมชาติ โดยจับคู่มากับตัวเรือนทองกุหลาบ 18K และสายหนังจระเข้สีดำ วางราคาจำหน่ายไว้ที่ 99,000 ยูโร หรือราว 3.35 ล้านบาท

เวอร์ชั่นหน้าปัด ‘Straw Marquetry’

 

ชื่อเวอร์ชั่น ‘Aventurine’ มาจากแผ่นหน้าปัดและแผ่นปิดตลับลานที่สร้างด้วยหินอเวนจูรีน ผลึกโปร่งแสงสีน้ำเงินล้ำลึกที่มีประกายโลหะกระจัดกระจายอยู่ในเนื้อ เมื่อมีแสงตกกระทบจะงดงามราวดาวพร่างพราวบนฟากฟ้ายามค่ำคืน จับคู่มากับตัวเรือนทองกุหลาบ 18K และสายหนังจระเข้สีน้ำเงิน วางราคาจำหน่ายไว้ที่ 99,000 ยูโร หรือราว 3.35 ล้านบาท

เวอร์ชั่นหน้าปัด ‘Aventurine’

 

ชื่อเวอร์ชั่น ‘Carbonium Gold’ มาจากการใช้แผ่นหน้าปัดและแผ่นปิดตลับลานที่ทำจาก ‘Carbonium Gold’ อันเป็นวัสดุที่สร้างขึ้นด้วยการหลอมเส้นใยคาร์บอนและอนุภาคทองคำ โดยใช้ความร้อนเป็นตัวประสาน จนเกิดเป็นลายหินอ่อนเนื้อทองที่มีลักษณะเฉพาะตัว จับคู่มากับตัวเรือนทองกุหลาบ 18K และสายหนังจระเข้สีดำ วางราคาจำหน่ายไว้ที่ 99,000 ยูโร หรือราว 3.35 ล้านบาทเช่นกัน

เวอร์ชั่นหน้าปัด ‘Carbonium Gold’

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up