UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesTUDOR ROYAL SERIES - สมาชิกใหม่ที่สง่างามและลงตัว

TUDOR ROYAL SERIES – สมาชิกใหม่ที่สง่างามและลงตัว

by: ‘Mr.Big’

 

ระยะหลังเมื่อพูดถึง Tudor (ทิวดอร์) หลายคนจะโฟกัสไปที่คอลเลกชั่นสปอร์ตที่โดดเด่น และเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนลืมนึกไปว่ายังมีนาฬิกาสไตล์เดรสที่สวยงามและน่าสนใจไม่แพ้กัน และในปีนี้ก็ได้เปิดตัวสมาชิกใหม่ใน Royal Series (รอยัล ซีรีส์) คอลเลกชั่นนาฬิกาเดรสที่ปรากฏตัวครั้งแรกตั้งแต่ปี 1950 และได้กลายเป็นหนึ่งในคอลเลกชั่นเดรสที่สำคัญของแบรนด์มาโดยตลอด ซึ่งครั้งนี้ก็จะมาเปิดหน้าความหรูสง่าด้วยการผสมผสานเสน่ห์หรูหราเข้าไว้ด้วยกันกับอารมณ์สปอร์ตอย่างลงตัว

 

Royal Series ที่เผยโฉมออกมาใหม่นี้ สร้างสรรค์ขึ้นใน 4 ขนาดด้วยกัน ได้แก่ 41.0 มิลลิเมตร 38.0 มิลลิเมตร 34.0 มิลลิเมตร และ 28.3 มิลลิเมตร เพื่อรองรับทุกขนาดข้อมือทั้งชายและหญิง ตัวเรือนสร้างสรรค์จากสเตนเลสสตีล หรือสเตนเลสสตีลสลับทอง 18K แบบสองกษัตริย์ พ่วงมากับความสามารถในการกันน้ำระดับ 100 เมตร โดยที่วงแหวนขอบตัวเรือนได้รับการสลักลายร่องอย่างประณีต และเป็นเอกลักษณ์ที่แสดงถึงตัวตนของคอลเลกชั่น Royal

 

พื้นหน้าปัดได้รับการขัดแต่งลายรัศมีเพื่อเพิ่มความเงางามและสะท้อนประกายที่โดดเด่นสะดุดตา มาพร้อมสีที่มีให้เลือกเป็นสีดำ สีน้ำเงิน และสีทอง โดยรุ่น 28.0 มิลลิเมตร ยังเพิ่มทางเลือกสำหรับหญิงสาวด้วยพื้นหน้าปัดเปลือกหอยมุกด้วย ส่วนรายละเอียดการตกแต่งหน้าปัดยังคงเน้นความเรียบง่ายคลาสสิกด้วยตัวเลขโรมัน หรือใช้การฝังเพชรน้ำงามแทนหลักชั่วโมงเพื่อเปลี่ยนบุคลิกให้หรูหรายิ่งขึ้น แสดงเวลาแบบ 3 เข็ม พร้อมช่องหน้าต่างแสดงวันที่บริเวณ 3 นาฬิกา โดยในรุ่น 41.0 มิลลิเมตร จะเพิ่มฟังก์ชันระบุวันตามสัปดาห์ที่แสดงไว้ในช่องหน้าต่างยาวบริเวณ 12 นาฬิกาด้วย

 

สำหรับการทำงานนั้น ทั้ง 4 รุ่นใช้กลไกออโตเมติกจากค่าย ETA โดยรุ่นขนาด 41.0 มิลลิเมตร ติดตั้งจักรกล Cal.ETA 2834 ส่วนขนาด 38.0 และ 34.0 มิลลิเมตร ใช้ Cal.ETA 2824 และรุ่นขนาด 28.0 มิลลิเมตร ใช้เครื่อง Cal.ETA 2671 ซึ่งทุกเครื่องมีอัตราความถี่ที่เท่ากันที่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง และค่าพลังงานสำรอง 38 ชั่วโมง ประกอบกับสายสเตนเลสสตีลหรือสายสองกษัตริย์แบบ ‘Integrated’ (อินทีเกรเต็ด) ที่ดีไซน์สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกับตัวเรือน พร้อมเทคนิคการเชื่อมข้อสายแบบ ‘Five Link’ (ไฟว์ ลิงก์) ที่เป็นเอกลักษณ์ สำหรับราคา เริ่มตั้งแต่ 2,200 ไปจน 3,750 ฟรังก์สวิส หรือราว 73,000-124,000 บาท แต่น่าเสียดายตรงที่ในเบื้องต้นนี้จะวางขายแค่ใน 4 ตลาด คือจีน ไต้หวัน ฮ่องกง และฟิลิปปินส์เท่านั้น

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up