UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesAUDEMARS PIGUET ROYAL OAK MINI FROSTED GOLD - เล็กหรูคู่เอกลักษณ์

AUDEMARS PIGUET ROYAL OAK MINI FROSTED GOLD – เล็กหรูคู่เอกลักษณ์

by: ‘Mr.Big’

 

ย้อนกลับไปในปี 1975 เพียงระยะเวลา 4 ปี หลังจากที่ Audemars Piguet (โอเดอมาร์ส ปิเกต์) เปิดตัวคอลเลกชั่น Royal Oak (รอยัล โอ๊ก) เป็นครั้งแรก จากไอเดียการออกแบบของ Gérald Genta (เฌรัลด์ ฌองตา) ก็ได้สร้างสรรค์ Royal Oak ในแบบฉบับของผู้หญิงโดยการปรับแบบของ Jacqueline Dimier (ฌาคเกอลีน ดิมิเยร์) หัวหน้าฝ่ายออกแบบ ณ ขณะนั้น ซึ่งหลังจากนั้น Royal Oak ในเวอร์ชั่นเรือนเวลาสำหรับผู้หญิงก็ได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งปี 1997 ก็ได้เผยคอลเลกชั่น Royal Oak Mini (รอยัล โอ๊ก มินิ) หรือในชื่อเล่นว่า ‘Mini Oak’ (มินิ โอ็ก) ด้วยขนาดตัวเรือนเพียง 20.0 มิลลิเมตร และในวันนี้ Audemars Piguet ก็ได้นำ ‘Mini Oak’ กลับมาอีกครั้ง ในรูปแบบที่หรูหราและเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์ยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

MITSUBISHI

 

Royal Oak Mini ซีรีย์ล่าสุดประจำปี 2024 โฉมออกในรูปแบบที่หรูหรา ภายใต้ตัวเรือนและสายที่สร้างสรรค์จากทองซึ่งมีให้เลือกถึง 3 สี ได้แก่ทอง 18K ทองขาว 18K หรือทองชมพู 18K ซึ่งทุกแบบมาพร้อมการแต่งผิวหน้าตัดด้านบนแบบ ‘Frosted’ (ฟรอสเตด) จากเทคนิคการตอกลายแบบโบราณด้วยเครื่องมือพิเศษที่มีหัวตอกซึ่งมีความแข็งราวกับเพชร สำหรับงานตกแต่งเครื่องประดับของช่างฝีมือชาวฟลอเรนซ์ ส่งผลให้พื้นผิวสะท้อนประกายเกล็ดวาววับดุจกากเพชร ขณะที่การลบมุมและงานแต่งขอบด้านข้างเป็นการขัดเงาอย่างมีมิติ โดยยังคงเอกลักษณ์ขอบตัวเรือนแปดเหลี่ยมที่ยึดด้วยสกรู 8 ตำแหน่ง ไว้เช่นเดิม เทคนิคความงดงามอันเปี่ยมด้วยเอกลักษณ์นี้ ถูกถ่ายทอดลงบนตัวเรือนที่มีขนาด 23.0 มิลลิเมตร หนา 6.6 มิลลิเมตร ซึ่งแม้จะไม่เล็กเทียบเท่ารุ่นปี 1997 แต่ก็เป็นขนาดที่เหมาะและขึ้นข้อสุภาพสตรีที่ชื่นชอบนาฬิกาไซส์เล็กอย่างที่สุด ส่วนการกันน้ำกระทำได้ 50 เมตร

Royal Oak Mini Ref.67075 ที่เปิดตัวในปี 1997 ด้วยขนาดตัวเรือนที่เล็กเพียง 20.0 มิลลิเมตร ซึ่งเป็น Royal Oak ที่เล็กที่สุดเท่าที่ Audemars Piguet เคยผลิตมา ทำงานด้วยเครื่องควอตซ์ Cal.2601

 

พื้นหน้าปัดยังคงโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ของงานแกะสลักลายเหลี่ยมแบบ ‘Petite Tapisserie’ (เปอติต ทาพิสเซอรี) สีเดียวกับตัวเรือน โดยมีขอบหน้าปัดด้านข้างที่ขัดจนสะท้อนเงาดุจกระจก พร้อมด้วยหลักชั่วโมงและเข็มในดีไซน์คุ้นตา ซึ่งทำมาในโทนสีเดียวกับหน้าปัดและตัวเรือน และเคลือบสารเรืองแสงเพื่อความสะดวกในการดูเวลาในสภาวะแสงน้อย แสดงเวลาแบบ 2 เข็ม อย่างเรียบง่ายและเที่ยงตรงด้วยเครื่องสวิสควอตซ์ Cal.2730 ที่ใช้แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูง มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 84 เดือน หรือ 7 ปี พร้อมระบบ ‘Switch’ (สวิตช์) ที่เพียงแค่ดึงเม็ดมะยมขึ้นก็สามารถปิดการจ่ายพลังงานของแบตเตอรี่เมื่อไม่ได้ใช้งานนาฬิกา เพื่อยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ ประกอบกับสายสไตล์ ‘Integrated’ (อินทีเกรเตด) ในดีไซน์แบบ Royal Oak แต่งผิว ‘Frosted’ ในวัสดุเดียวกับตัวเรือน พร้อมตัวล็อกแบบบานพับ สำหรับราคานั้นตั้งไว้เท่ากันที่ 34,400 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.27 ล้านบาท

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up