UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesULYSSE NARDIN DIVER X ANTARCTICA - โทนสีของขั้วโลกใต้

ULYSSE NARDIN DIVER X ANTARCTICA – โทนสีของขั้วโลกใต้

by: ‘Mr.Big’

 

ทวีปแอนตาร์กติกาเคยเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘Terra Australis’ (เทอร์รา ออสตราลิส) ในฐานะที่เป็นทวีปสุดท้ายที่มนุษย์ค้นพบในดินแดนที่ตั้งอยู่ใต้สุดของโลก และมีสภาพภูมิอากาศที่โหดร้ายทารุณและอันตรายที่สุด มนุษย์ค้นพบดินแดนดังกล่าวเมื่อ 2 ศตวรรษที่ผ่านมา และนับตั้งแต่นั้น นักสำรวจ นักวิทยาศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์จากทั่วโลกต่างหมายมั่นที่จะค้นหาคำตอบและเรื่องราวของทวีปนี้กันมากมาย ตั้งแต่นั้นมา ดินแดนใต้สุดที่ถูกแช่แข็งนี้ก็อยู่ในใจผู้คนในฐานะพื้นที่อันลึกลับเปี่ยมเสน่ห์

ภาพถ่ายขั้วโลกใต้ โดย Sebastian Copeland

ภาพถ่ายขั้วโลกใต้ โดย Sebastian Copeland

 

เพื่อเป็นการยกย่องจิตวิญญาณแห่งการสำรวจที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคและความยากลำบาก ท่ามกลางสภาวะอากาศที่เลวร้าย ทั้งยังเป็นการสดุดีแด่ Sebastian Copeland (เซบาสเตียน โคปแลนด์) ช่างภาพนักสำรวจและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคนสำคัญของโลก ที่ปัจจุบันเป็นหนึ่งในสมาชิก ‘Team of Ulysse’ (ทีม ออฟ ยูลิส) ซึ่งเริ่มผจญภัยสำรวจขั้วโลกใต้ในปี 2011-2012 ด้วยการเดินทางข้ามดินแดนที่ถูกแช่แข็งแห่งนี้จากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก โดยใช้สกีและพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยแรงลม เป็นระยะทางกว่า 4,100 กิโลเมตร ในเวลา 82 วัน Ulysse Nardin (ยูลิส นาร์แดง) จึงได้สร้างสรรค์เรือนเวลารุ่นพิเศษที่สะท้อนถึงเสน่ห์แห่งดินแดนที่ละติจูด 90 องศาในชื่อ Diver X Antarctica (ไดเวอร์ เอ็กซ์ แอนตาร์กติกา) ออกมา

Sebastian Copeland

 

ด้วยแรงบันดาลใจดังกล่าว นาฬิกาเรือนนี้จึงถ่ายทอดในสีขาวสลับเทาและฟ้า เปรียบได้กับดินแดนขั้วโลกใต้อันเต็มไปด้วยภูเขาหิมะสีขาวโพลน สีฟ้าของธารน้ำแข็งและภูเขาน้ำแข็ง และท้องฟ้าสีเทา ตามบันทึกภาพถ่ายขั้วโลกใต้ของ Copeland โดยตัวเรือนได้รับการผลิตจากไทเทเนียมปัดลายขนาด 44.0 มิลลิเมตร กันน้ำลึก 300 เมตร ติดตั้งวงแหวนขอบตัวเรือนแบบหมุนได้ทิศทางเดียว พร้อมสเกลกำหนดระยะเวลาในการดำน้ำที่ปลอดภัย และส่วนที่เป็นสีขาวบนวงแหวนนั้นสร้างสรรค์ขึ้นจากยาง

 

พื้นหน้าปัดสีเทาพ่นทรายเนื้อหยาบสไตล์ดรามาติก ในเลย์เอาท์ที่เป็นอัตลักษณ์ของคอลเลกชั่น Diver X ที่ทันสมัย โฉบเฉี่ยว แสดงเวลาแบบ 2 เข็มครึ่ง โดยแยกการแสดงวินาทีไปไว้ในหน้าปัดย่อยตำแหน่ง 6 นาฬิกา ซ้อนทับด้วยช่องหน้าต่างกลมแสดงวันที่ และมีหน้าปัดย่อยแสดงค่าพลังงานสำรองบริเวณใต้ตำแหน่ง 12 นาฬิกา เข็มชี้และมาร์คเกอร์เคลือบสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยในการมองเห็นในที่มืด ส่วนฝาหลังผนึกด้วยไทเทเนียมที่แกะสลักเป็นลายแผนที่การแข่งขันเรือใบรอบโลกสุดโหดรายการ ‘Vendée Globe’ (วองเด โกลบ) ที่ Ulysse Nardin เป็นผู้สนับสนุนหลัก พร้อมกรอบระบุพิกัดละติจูด 90 องศา และลองติจูด 0 องศา ซึ่งเป็นพิกัดของขั้วโลกใต้

 

ภายในบรรจุด้วยกลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) ออโตเมติก Cal.UN-118 ที่ติดตั้งสายใยจักรกลอกและจักรเหล็กที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยี ‘Silicium’ (ซิลิเซี่ยม) และ ‘DIAMonSIL’ (ไดมอนด์ซิล) มีอัตราความถี่ในการทำงาน 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง ใช้ทับทิมกันสึก 50 เม็ด สำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง ประกอบกับสายยางสีขาวที่สลับด้วยข้อสายไทเทเนียม กำหนดจำนวนการผลิตไว้ที่ 300 เรือนเท่านั้น โดยตั้งราคาจำหน่ายเอาไว้ที่ 8,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 294,000 บาท

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up