UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesULYSSE NARDIN DIVER X CAPE HORN & NEMO POINT - ดูโอคู่ใหม่เพื่อภารกิจพิชิตมหาสมุทร

ULYSSE NARDIN DIVER X CAPE HORN & NEMO POINT – ดูโอคู่ใหม่เพื่อภารกิจพิชิตมหาสมุทร

by: ‘Mr.Big’

 

ช่วงปลายปีที่ผ่านมา Ulysse Nardin (ยูลิส นาร์แดง) ได้ประกาศความร่วมมือครั้งใหม่ในฐานะพาร์ทเนอร์ของรายการแข่งขันเรือใบสุดทรหดที่มีมหาสมุทรครึ่งซีกโลกเป็นสนามประลองสุดท้าทายอย่าง ‘Vendée Globe’ (วองเด โกลบ) ประจำปี 2020-2021 ซึ่งมีจุดเริ่มต้นและเส้นชัยอยู่ที่เมือง Sabrador (ซาบราดอร์) ประเทศฝรั่งเศส รายการดังกล่าวเป็นการแข่งขันเรือใบที่ท้าทายและอันตรายที่สุดในโลก เนื่องจากต้องเดินทางข้ามมหาสมุทรรอบโลกโดยที่ไม่มีความช่วยเหลือ ไม่มีการจอดพัก และไม่มีการสนับสนุนทางเทคนิคใดๆ จากภายนอก ผู้เข้าร่วมแข่งขันต้องแล่นเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิกใต้เพียงลำพังเป็นระยะทางกว่า 40,075 กิโลเมตร ต้องฟันฝ่าอุปสรรคสุดแสนอันตรายนานัปการ ไม่ว่าจะเป็นคลื่นลมที่หนาวเย็น และต้องผจญกับพายุที่รุนแรงในมหาสมุทร โดยมีจุดที่เป็นอุปสรรคสำคัญอยู่ 2 ที่ซึ่งถือได้ว่าอันตรายที่สุด นั่นคือ ‘Nemo Point’ (นีโม พอยต์) จุดกลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่ถือว่าอยู่ห่างไกลแผ่นดินและเกาะแก่งต่างๆ ที่สุดในโลก ในระยะ 2,700 กิโลเมตร ส่วนอีกสถานที่หนึ่งที่นักแล่นเรือจะต้องเดินทางผจญผ่านคือ ‘Cape Horn’ (เคป ฮอร์น) แหลมทวีปอเมริกาใต้ ปลายสุดของประเทศชิลี ซึ่งเป็นจุดที่มหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิกบรรจบกัน เป็นสถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘จุดจบของโลก’ เพราะสภาพอากาศที่แปรปรวน และอุปสรรคของภูเขาน้ำแข็งในทะเลแถบนั้นได้คร่าชีวิตของนักเดินเรือนับพันคนมาแล้ว

 

เพื่อเป็นการสนับสนุนต่อจิตวิญญาณที่กล้าหาญของผู้เข้าแข่งขัน Ulysee Nardin จึงสร้างสรรค์นาฬิการุ่นพิเศษขึ้นมา 2 รุ่น โดยตั้งชื่อตามจุดที่เป็นอุปสรรคหลักของการแข่งขัน ได้แก่ Diver X Cape Horn (ไดเวอร์ เอ็กซ์ เคป ฮอร์น) และ Diver X Nemo Point (ไดเวอร์ เอ็กซ์ นีโม พอยต์) เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้แข่งขันเอาชนะสภาพแวดล้อมทางทะเลที่รุนแรงที่สุดของทั้ง 2 จุด

 

Diver X Cape Horn เผยโฉมในรูปลักษณ์สปอร์ตดำน้ำแบบสุดขั้น ตัวเรือนสร้างสรรค์จากไทเทเนียมเคลือบสีดำด้วยเทคนิค DLC ขนาด 44.0 มิลลิเมตร สามารถกันน้ำได้ลึก 300 เมตร ขอบตัวเรือนดำน้ำหมุนได้ทิศทางเดียว ผลิตจากคาร์บอนสีดำ ให้ลวดลายพื้นผิวที่ดูมีมิติเป็นเอกลักษณ์ พร้อมติดตั้งสเกลสำหรับกำหนดเวลาในการดำน้ำที่ปลอดภัย เช่นเดียวกับพื้นหน้าปัดที่รังสรรค์จากคาร์บอนไฟเบอร์ สร้างมิติด้วยตัวอักษร ‘X’ ที่เป็นซิกเนเจอร์ของคอลเลกชั่นในสีดำปัดลาย ส่วนฝาหลังได้รับการสลักเป็นแผนที่เส้นทางเดินเรือในการแข่งขัน ‘Vendée Globe’ พร้อมกรอบข้อความระบุพิกัดละติจูดและลองติจูดของแหลม ‘Cape Horn’ จับคู่กับสายผ้าสังเคราะห์สีดำ แต่งริมขอบด้วยสีเหลือง

 

ส่วน Diver X Nemo Point สร้างสรรค์ตัวเรือนด้วยไทเทเนียมเช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่ได้เคลือบสีดำเพื่อลดระดับความดุดัน ขนาดตัวเรือน 44.0 มิลลิเมตร คงความสามารถในการกันน้ำลึก 300 เมตร ขอบตัวเรือนดำน้ำแบบหมุนทิศทางเดียว ผลิตจากไทเทเนียมบุผิวหน้าด้วยยางสีน้ำเงิน แต่งลายเส้นวงกลมวิ่งรอบ พร้อมสเกลแสดงระยะเวลาดำน้ำที่ปลอดภัย พื้นหน้าปัดสีน้ำเงินแต่งผิวหน้าแบบพ่นทราย คาดทับด้วยซิกเนเจอร์ ‘X’ พาดผ่านกลางในสีน้ำเงินที่ลดโทนความเข้มลงมา พร้อมแต่งลายแบบปัดด้าน ฝาหลังสลักแผนที่เส้นทางเดินเรือการแข่งขัน ‘Vendée Globe’ พร้อมกรอบข้อความระบุพิกัดละติจูดและลองติจูดของจุด ‘Nemo Point’ ประกอบกับสายผ้าสังเคราะห์สีกรมท่า แต่งริมขอบด้วยสีแดง

 

ทั้ง 2 เรือนจัดแสดงฟังก์ชันในรูปแบบที่เหมือนกัน นั่นคือแสดงเวลาแบบ 2 เข็มครึ่ง โดยแยกเข็มวินาทีมาติดตั้งไว้ในหน้าปัดย่อยตำแหน่ง 6 นาฬิกา ภายในซ้อนทับด้วยช่องหน้าต่างกลมแสดงวันที่ และแสดงมาตรพลังงานคงเหลือภายในหน้าปัดย่อยใต้ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ควบคุมการทำงานด้วยกลไกประจำรุ่น นั่นคือกลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) ออโตเมติก Cal.UN-118 ที่ติดตั้งสายใยจักรกลอกและจักรเหล็กซึ่งพัฒนาด้วยเทคโนโลยี ‘Silicium’ (ซิลิเซียม) และ ‘DIAMonSIL’ (ไดมอนซิล) มีอัตราความถี่ในการทำงาน 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง ใช้ทับทิมกันสึก 50 เม็ด สำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง กำหนดจำนวนการผลิตไว้ที่ 300 เรือน ในแต่ละรุ่น โดย Diver X Cape Horn ถูกตั้งราคาไว้ที่ 9,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 327,000 บาท ส่วน Diver X Nemo Point ปักป้ายให้ถูกลงมาหน่อยที่ 8,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 294,000 บาท

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up