UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesULYSSE NARDIN FREAK S NOMAD - เมื่อดีไซน์และกลไกล้ำสมัยผสานกับวัสดุล้ำยุค

ULYSSE NARDIN FREAK S NOMAD – เมื่อดีไซน์และกลไกล้ำสมัยผสานกับวัสดุล้ำยุค

by: ‘TomyTom’

 

หากให้นึกถึงนาฬิกาดีไซน์ล้ำยุคสักรุ่นหนึ่ง ก็เชื่อว่าตระกูล Freak (ฟรีก) ของ Ulysse Nardin (ยูลิส นาร์แดง) ต้องติดโผอยู่ในอันดับต้นๆ เป็นแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ Freak S (ฟรีก เอส) ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 2022 ด้วยดีไซน์สปอร์ตนำสมัย ร่วมกับกลไกคาลิเบรอใหม่ที่แสดงความซับซ้อนให้เห็นเต็มตาด้วยชุดควบคุมเวลาซึ่งมีจักรกลอกถึง 2 ชุด เชื่อมการทำงานกันด้วยระบบดิฟเฟอเรนเชียล และทำหน้าที่แสดงนาทีไปในตัวด้วยการหมุนทั้งองคาพยพ และในปีนี้ก็นำเสนอเอดิชั่นใหม่มาเพิ่มเติมเสริมทัพ ได้แก่ Freak S Nomad (ฟรีก เอส โนแมด)

MITSUBISHI

 

ตัวเรือนของ Freak S Nomad เป็นขนาด 45.0 มิลลิเมตร ประกอบขึ้นจากวัสดุหลายชนิด ได้แก่ตัวเรือนหลักที่ทำจากไทเทเนียม ขอบตัวเรือนและขอบฝาหลังไทเทเนียมเคลือบสีเทาแอนธราไซต์ด้วยกรรมวิธี PVD และเปลือกตัวเรือนชิ้นบนที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งลายอันลึกลับซับซ้อนของชิ้นงานคาร์บอนไฟเบอร์นี้เองที่ส่งเสริมลุคสมัยใหม่มากกว่าเอดิชั่นเดิม ส่วนกระจกหน้าปัดเป็นคริสตัลแซฟไฟร์ทรงกล่องเพื่อส่งเสริมมุมมองแบบหลายมิติ

 

ด้านคุณลักษณะและคุณสมบัติทางเทคนิคยังคงน่าทึ่งเหมือนเอดิชั่นเดิมทุกประการ ซึ่งก็คือ การไร้หน้าปัด ไร้เข็มแสดงเวลา มีเพียงวงกรอบพร้อมหลักชั่วโมงวางตัวอยู่ริมกลไก ชี้บอกชั่วโมงด้วยแถบดัชนีบนแผ่นจาน ซึ่งเอดิชั่นนี้ ตัวแผ่นจานถูกสลักด้วยเทคนิค ‘Guilloché’ (กิโยเช) เป็นลายเพชรด้วยมือ โดยใช้เครื่อง ‘Rose Engine’ (โรส เอนจิน) จากศตวรรษที่ 18 และเคลือบผิวให้คล้ายกับสีทรายทองด้วยกรรมวิธี CVD อันเป็นการผสานรูปแบบการตกแต่งอันเก่าแก่เข้ากับความล้ำสมัยของนาฬิกาได้อย่างน่าประทับใจ ขณะที่การบอกนาทีกระทำด้วยชุดกลไกควบคุมเวลาบนแท่นที่อยู่เบื้องบน ซึ่งทั้งแท่นจะเคลื่อนหมุนไปโดยรอบเป็นเวลารอบละ 60 นาที ให้อ่านค่าจากส่วนหัว โดยแท่นหมุนและชุดกลไกควบคุมเวลานี้ถูกออกแบบให้มีลักษณะคล้ายยานอวกาศ ซึ่งสำหรับเอดิชั่นนี้สะพานจักรบนแท่นหมุนจะถูกเคลือบเป็นสีเทาแอนธราไซต์ด้วยกรรมวิธี PVD โดยมีแถบเหลี่ยมสีขาวนำสายตาให้กับการอ่านค่าเช่นเดียวกับแถบสีขาวบนดัชนีบอกชั่วโมง ซึ่งเป็น ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) ที่จะเปล่งแสงสีฟ้าในความมืด

 

กลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) อัตโนมัติ พลังงานสำรอง 72 ชั่วโมง ที่ใช้กับเอดิชั่นนี้ยังคงเป็นคาลิเบรอเดียวกับเอดิชั่นก่อน นั่นก็คือ Cal.UN-251 ที่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนมากถึง 373 ชิ้น ใช้ทับทิม 33 เม็ด มอบความเที่ยงตรงด้วยจักรเหล็กและจักรกลอกที่ทำจากซิลิกอน และเคลือบเพิ่มความทนทานด้วย ‘DIAMonSIL’ (ไดมอนซิล) ร่วมด้วยสายใยจักรกลอกซิลิกอนที่มีอยู่ 2 ชุด โดยจักรกลอกถูกวางระนาบเอียงจากกันไว้ที่ตำแหน่งปีกของแท่นหมุน แต่ละชุดจะทำงานแยกกันด้วยความถี่ 18,000 ครั้ง/ชั่วโมง แต่เชื่อมโยงการทำงานเข้าด้วยกันด้วยระบบดิฟเฟอเรนเชียลแนวตั้งที่ติดตั้งเข้ากับตลับลูกปืน ซึ่งดูคล้ายกับเป็นส่วนท้ายของแท่นหมุนรูปยานอวกาศ ส่วนการขึ้นลานแบบอัตโนมัติจะเป็นระบบ ‘Grinder’ (กรินเดอร์) สิทธิบัตรของทางแบรนด์ ซึ่งเคลมว่ามีประสิทธิภาพในการขึ้นลานกว่าระบบขึ้นลานอัตโนมัติทั่วไปถึง 2 เท่า ในแง่ของการส่งพลังงาน โดยขึ้นลานด้วยกรอบที่มีใบจักร 4 แขน ทำงานร่วมกับกลไกนำร่องแบบยืดหยุ่นและชุดรองรับกระแทกที่เชื่อมต่อกับวงโรเตอร์ ทำให้เกิดแรงเหวี่ยงเชิงมุมเป็น 2 เท่า จึงสามารถขึ้นลานได้แม้ผู้สวมใส่ขยับข้อมือเพียงเล็กน้อย

 

อีกคุณลักษณะสำคัญของคาลิเบรอนี้ก็คือ การตั้งเวลาและการขึ้นลานจะไม่ได้กระทำด้วยเม็ดมะยมเหมือนทั่วไป โดยการตั้งเวลาจะต้องยกคันโยกที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา ขึ้นมาก่อน เพื่อให้เข้าถึงกลไกการปรับตั้งเวลา จากนั้นจึงทำการตั้งเวลาด้วยการหมุนขอบตัวเรือน ส่วนการขึ้นลานด้วยมือนั้นจะกระทำด้วยการหมุนขอบฝาหลัง

 

ปิดท้ายด้วยทางเลือกของสายนาฬิกาสีเทาแอนทราไซต์ที่มีอยู่ 2 แบบ คือสายยางแต่งผิวคล้ายลายผ้า และสายหนังจระเข้ที่เจาะช่องขีดทะลุมาแบบถี่ๆ เพื่อให้เห็นสีทรายทองของสายหนังวัวที่ประกบอยู่ภายใน ล็อกด้วยบานพับไทเทเนียม การผลิตของเอดิชั่นนี้เป็นแบบ ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) ที่จำกัดไว้เพียง 99 เรือน เท่านั้น ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 148,300 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.459 ล้านบาท

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up