UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesURWERK UR-100V LIGHTSPEED - เรือนเวลาความเร็วแสง

URWERK UR-100V LIGHTSPEED – เรือนเวลาความเร็วแสง

by: ‘TomyTom’

 

UR-100V (ยูอาร์-100วี) หนึ่งในนาฬิการุ่นดังของแบรนด์ Urwerk (อัวร์แวร์ก) ซึ่งออกจำหน่ายมาตั้งแต่ปี 2021 ในฐานะรุ่นอัพเดทของ UR-100 ที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปี 2019 นั้น ถูกนำเสนอเวอร์ชั่นใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละเวอร์ชั่นก็มีการตกแต่งและให้สีสันที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ไอเดียแสนบรรเจิดของ Martin Frei (มาร์ติน เฟรย์) ซึ่งเป็นทั้งหุ้นส่วนและหัวหน้านักออกแบบประจำแบรนด์ และในช่วงต้นของปี 2024 นี้ก็ได้ออกเวอร์ชั่นใหม่ที่หนนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดที่นำเวลา อวกาศ และการเดินทางของแสง มาผสานรวมไว้ด้วยกัน โดยให้ชื่อว่า UR-100V LightSpeed (ยูอาร์-100วี ไลท์สปีด)

MITSUBISHI

 

UR-100V LightSpeed รุ่นนี้ ทาง Martin ได้บอกถึงความน่าสนใจในความเร็วแสงเอาไว้ว่า “แสงทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมโยงจักรวาล ซึ่งเป็นหน่วยพลังงานที่เล็กที่สุดที่สามารถส่งผ่านได้ การแผ่รังสีของสนามแม่เหล็กไฟฟ้านั้นอยู่ในช่วงที่ดวงตาของเราตรวจจับได้อย่างแม่นยำ ความสามารถในการมองเห็นและตีความข้อมูลนี้สร้างการรับรู้ ไม่ว่าจะจ้องมองดาวฤกษ์ที่อยู่ห่างไกลหรือมองผ่านกล้องจุลทรรศน์ แสงก็ถ่ายทอดรายละเอียดที่สำคัญ ซึ่งกำหนดความเข้าใจในความเป็นจริง ขยายความรู้เกี่ยวกับจักรวาลอันกว้างใหญ่และซับซ้อนที่อยู่รอบตัวเรา”

การแสดง 2 ข้อมูล ที่ไม่เหมือนใคร ผ่านช่องโค้งบนโครงหน้าปัดของนาฬิกา ซึ่งแต่เดิมเป็นการบอกถึงระยะทางจาก 0 ถึง 555.55 กิโลเมตร อันเป็นระยะการหมุนของโลกในห้วงเวลา 20 นาที บนฝั่งซ้าย และบอกระยะการโคจรรอบดวงอาทิตย์ของโลกจาก 0 ถึง 35,742 กิโลเมตร บนฝั่งขวา จึงถูกเปลี่ยนมาเป็นการแสดงระยะเวลาที่แสงจากดวงอาทิตย์ส่องถึงดาวเคราะห์ 8 ดวง ในระบบสุริยะจักรวาล กล่าวคือ ใช้เวลา 3.2 นาที ในการมาถึงดาวพุธ 6 นาที ในการมาถึงดาวศุกร์ 8.3 นาที ในการมาถึงโลก 12.6 นาที ในการมาไปดาวอังคาร 43.2 นาที ในการไปถึงดาวพฤหัส 79.3 นาที ในการไปถึงดาวเสาร์ 159.6 นาที ในการไปถึงดาวยูเรนัส และ 4.1 ชั่วโมง ในการไปถึงดาวเนปจูน การสวมใส่นาฬิการุ่นนี้จึงเปรียบเสมือนว่ามีข้อมูลของระบบสุริยะจักรวาลอยู่บนข้อมือ

 

ส่วนการแสดงเวลาชั่วโมงและนาทีนั้น แน่นอนว่ายังคงเป็นแบบการโคจรที่เรียกว่า ‘Satellite Hours and Minutes’ (แซเทลไลท์ อาวร์ส แอนด์ มินิทส์) เหมือนเช่นเดิม โดยให้อ่านค่าจากจานหมุนอะลูมิเนียมสีดำ 3 ชุด ชุดละ 4 หลักชั่วโมง ที่หมุนรอบตนเอง และยึดเข้ากับวัสดุเบริลเลี่ยม-บรอนซ์รูปทรง ‘Geneva Cross’ (เจนีวา ครอส) กับแคร่อะลูมิเนียม และแผ่นฐาน 3 ชิ้นที่ทำจากอัลลอย ‘ARCAP’ (อาร์แคป) หมุนวนไปรอบหน้าปัดให้อ่านค่าชั่วโมงจากตัวเลขที่อยู่ในกรอบตรงกับแขนชิ้นศรซึ่งวาดตัวกวาดไปบนสเกลนาทีบริเวณส่วนล่าง ให้อ่านค่านาทีกับชั่วโมงไปพร้อมกัน แต่จานอีก 2 ชุด ที่เคลื่อนผ่านไปแล้วจะกวาดแสดงระยะเวลาที่แสงจากดวงอาทิตย์ส่องถึงดาวเคราะห์ 8 ดวง ตามที่กล่าวไป โดยให้อ่านค่าจากมาตรระยะเวลาและชื่อดาวที่พิมพ์เคลือบเอาไว้ด้วยสารเรืองแสงสีขาวกับสีเขียวอมเหลือง และสัญลักษณ์โลกสีฟ้าบนชิ้นกรอบหน้าปัด ด้วยการแสดงของก้านเข็มที่เคลือบเป็นสีฟ้าพร้อมสารเรืองแสงสีเขียวอมเหลือง ขณะที่หลักชั่วโมงกับสเกลนาทีถูกเคลือบด้วยสารเรืองแสงสีขาว และหัวสามเหลี่ยมกับเลขและสเกลเลข 60 เคลือบด้วยสารเรืองแสงสีแดง ซึ่งสารเรืองแสงเหล่านี้จะเปล่งแสงออกมาเป็น 3 สี คือสีฟ้า สีเขียว และสีเหลือง ส่วนทั้งมาตรบอกเวลาและโครงหน้าปัดใช้เป็นสีดำทั้งหมด

 

กลไกที่ใช้ก็เหมือนเวอร์ชั่นอื่นๆ คือ Cal.UR 12.02 กลไกอัตโนมัติ ความถี่การทำงาน 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง จำนวนทับทิม 40 เม็ด สำรองพลังงานได้ 48 ชั่วโมง ซึ่งมีระบบควบคุมอัตราการแกว่งของโรเตอร์ด้วยกังหันควบคุมแรงเสียดทาน ‘Windfänger Airscrew’ (วินด์แฟงงาร์ แอร์สกรู) อันเป็นระบบ ‘Planetary Turbine Automatic System’ (แพลเนทารี เทอร์ไบน์ ออโตเมติก ซิสเต็ม) ที่ประกอบด้วยชุดกังหันและแผงดักอากาศซึ่งสำหรับเวอร์ชั่นนี้เป็นแผ่นอะลูมิเนียมสีดำฉลุร่องตรงดุจประกายแสงอาทิตย์ ร่วมกับรูกลมหลายขนาด สำหรับทำหน้าที่ลดความเครียดของกลไกที่เกิดจากการแกว่งขึ้นลานของโรเตอร์ ร่วมด้วยชุดกลไกบอกเวลาแบบ ‘Satellite Hours and Minutes’ ชิ้นส่วนต่างๆ ของตัวกลไกอัตโนมัติถูกตกแต่งมาอย่างสวยงามด้วยการขัดวน การพ่นทราย และการปัดลายซาติน บนพื้นผิวที่เคลือบเป็นสีดำเช่นเดียวกับแผ่นถ่วงน้ำหนักของโรเตอร์

 

ตัวเรือนขนาด 43.0 x 51.73 มิลลิเมตร หนา 14.55 มิลลิเมตร (รวมกระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัล) ของเวอร์ชั่นนี้ทำขึ้นจากคาร์บอนสีดำที่มีจำนวนชั้นบางเฉียบอยู่ถึง 54 ชั้น โดยมีตัวเรือนชั้นในทำจากไทเทเนียม และใช้ฝาหลังกรุแซพไฟร์คริสตัลที่มีวงขอบเป็นไทเทเนียมเกรด 5 ผิวพ่นทราย ทำสีดำด้วยเทคนิค DLC ส่วนเม็ดมะยมก็เป็นแบบขันเกลียวซึ่งทำให้กันน้ำได้ถึง 50 เมตร ติดตั้งมากับสายยางสีแดง ล็อกด้วยบานพับ 2 ชั้น ราคาจำหน่ายที่ตั้งไว้อยู่ที่ 65,000 ฟรังก์สวิสหรือราว 2.67 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่ยังไม่รวมภาษีขาย โดยมีสถานะเป็นนาฬิกา ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) ที่ไม่ได้แจ้งไว้ว่าจะผลิตขึ้นมากี่เรือน และก็ไม่ได้ระบุเลขลำดับประจำเรือนเอาไว้ มีเพียงแต่ข้อความ ‘Limited’ สลักไว้บนวงฝาหลังเท่านั้น

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up