UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesWE’RE INDIES! ศิลปินขบถแห่งโลกเวลา (2 - ตอนจบ)

WE’RE INDIES! ศิลปินขบถแห่งโลกเวลา (2 – ตอนจบ)

 

Peter Speake-Marin

ชัดเจน

Peter Speake-Marin (ปีเตอร์ สปีค-มาริน) ศิลปินนักประดิษฐ์นาฬิกาชาวอังกฤษ เป็นหนึ่งในทีมช่างนาฬิกาที่ร่วมประดิษฐ์ Mâitres du Temps (แมเตรอส์ ดู ตอมป์ส) ในโปรเจ็กต์ Chapter One ซึ่งเขามีอายุน้อยที่สุดในทีม และเป็นส่วนหนึ่งที่ร่วมพัฒนาโปรเจ็กต์ Horological Machine No.1 (ออโรโลจิคัล แมชีน นัมเบอร์วัน) ของ MB&F (เอ็มบีแอนด์เอฟ) ฉายแววอัจฉริยภาพด้านเครื่องบอกเวลาตั้งแต่วัยเยาว์ แม้สมัยเด็กจะสนใจการประดิษฐ์เครื่องประดับมากกว่า แต่ก็ทนต่อความยั่วยวนของศิลปะและการประดิษฐ์กลไกนาฬิกาไม่ได้ ภายหลังจึงตัดสินใจเข้าเรียนในโรงเรียนช่างนาฬิกาชื่อดัง ‘WOSTEP’ ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 หลังจบการศึกษาไม่นานก็เข้าทำงานในแผนกบูรณะนาฬิกาโบราณในร้านชั้นนำของกรุงลอนดอน ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่ Speake-Marin ได้เรียนรู้และซึมซับประสบการณ์ในการดูแลเครื่องบอกเวลาจากหลากหลายแบรนด์ ที่มีโครงสร้างและความซับซ้อนที่แตกต่างกัน จนทำให้เขาตกหลุมรักอาชีพช่างนาฬิกาอย่างถอนตัวไม่ขึ้น และต่อมารูปแบบและกลไกเหล่านี้ก็เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจที่มีอิทธิพลต่องานออกแบบและประดิษฐ์นาฬิกาของเขาที่เน้นความคลาสสิกและมีกลิ่นอายศิลปะเครื่องบอกเวลาจากอังกฤษ

17 Chronograph
Peter Speake-Marin

 

ด้วยแรงปรารถนาและไฟฝันอันแรงกล้า เพื่อขยายขอบเขตความรู้ความสามารถ เขาจึงตัดสินใจเดินทางสู่โลกกว้างด้วยการกลับไปสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศที่เคยไปศึกษาเล่าเรียน แต่ครั้งนี้ไปเพื่องานที่รัก โดยจุดแรกที่ให้โอกาสเขาได้เริ่มต้นคือห้องปฏิบัติการที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ชำนาญการด้านกลไกซับซ้อนซึ่งรับผลิตผลงานให้กับบรรดาแบรนด์ดัง นั่นคือ ‘Renaud & Papi’ (เรอโนด์ เอต์ ปาปี) ที่ซึ่งเขาได้ทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการฝึกฝนตนเอง จนนำไปสู่การพัฒนากลไกซับซ้อน ในขณะเดียวกันก็ได้เริ่มต้นคิดค้นผลงานชิ้นแรกของตนเอง นั่นคือนาฬิกาพกที่ควบคุมการทำงานด้วยกลไกทูร์บิญองที่พัฒนาและประกอบด้วยมือทั้งหมด

Speake-Marin ตัดสินใจออกจากทีม Mâitres du Temps ระหว่างโปรเจ็กต์ Chapter Two เพื่อทุ่มเทกับ   แบรนด์ของตัวเองอย่างเต็มที่ หลังจากที่ผลงานชิ้นแรก Piccadilly (พิกคาดิลลี) สร้างชื่อให้เขาเป็นอย่างมาก และช่วงปีที่ผ่านมานี้เขาได้เปิดตัวผลงานที่ใช้กลไกแบบ ‘In-house Movement’ ที่เขาพัฒนาขึ้นเองอีก 2 รุ่นคือ Marin 1 (มาริน วัน) และ Marin 2 (มาริน ทู) โดยผลงานทุกรุ่นของเขามีรูปลักษณ์ตัวเรือนและเข็มชี้ที่ผลิตจาก ‘Blued-steel’ (บลูด์สตีล) อันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ โดย Speake-Marin เคยกล่าวถึงการทำแบรนด์ของตนเอา   ไว้ว่า

“เป้าหมายไม่ใช่การผลิตสินค้าเพื่อให้ขายดีในปัจจุบัน คุณค่าแท้จริงย่อมอยู่เหนือกาลเวลา ไม่ว่าจะผ่านไปนานสักเท่าไร”

 

Robert Greubel & Stephen Forsey

2 ประสาน

Robert Greubel (โรแบร์ เกรอเบอล์) และ Stephen Forsey (สตีเฟน ฟอร์เซย์) นักประดิษฐ์เครื่องบอกเวลากลไกซับซ้อนผู้มากความสามารถผู้ก่อตั้ง Greubel Forsey (เกรอเบอล์ ฟอร์เซย์)  แบรนด์นาฬิกาที่โดดเด่นด้วยความสลับซับซ้อนของกลไกอันแสนวิจิตร โดดเด่นด้วยนวัตกรรมสุดบรรเจิด จนเป็นที่กล่าวขวัญกันว่าหากต้องการนาฬิกาที่เป็นที่สุดของกลไกทูร์บิญองสักเรือนจะต้องนึกถึง Greubel Forsey เป็นอันดับแรกๆ

Robert Greubel เกิดเมื่อปี 1960 ที่ประเทศฝรั่งเศส เติบโตมาในครอบครัวช่างประดิษฐ์นาฬิกา ด้วยความผูกพันและสนใจ จึงเข้าเรียนในโรงเรียนช่างนาฬิกาในสาขากลไกที่มีความซับซ้อนสูง ภายหลังได้ร่วมงานกับ IWC (ไอดับเบิลยูซี) ในแผนกผลิตเครื่องต้นแบบ (Prototype) มีส่วนร่วมในการออกแบบกลไกที่มีความซับซ้อนสูงหลายรุ่น และถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในสายอาชีพของเขา หลังจากนั้นได้ร่วมงานกับ ‘Renaud & Papi’ ในฝ่ายผลิตเครื่องต้นแบบ มีส่วนร่วมในโครงการสำคัญๆ ในฝ่ายกลไกที่มีความซับซ้อนสูง ต่อมาได้รับตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและได้เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ

20 Chronograph
Robert Greubel & Stephen Forsey

Stephen Forsey เกิดเมื่อปี 1967 ที่ประเทศอังกฤษ มีความสนใจด้านเครื่องกลที่ได้รับอิทธิพลจากบิดา ต่อมาจึงได้เข้าเรียนที่วิทยาลัยเทคนิคในสาขาช่างเทคนิคกลไกบอกเวลา หลังจากสั่งสมประสบการณ์จนช่ำชองจากงานบูรณะนาฬิกาโบราณ ทั้งนาฬิกาข้อมือ นาฬิกาตั้งโต๊ะ และนาฬิกาแขวน Forsey ได้รับตำแหน่งหัวหน้าแผนกบูรณะนาฬิกาโบราณที่บริษัทนาฬิกาชื่อดัง ‘Asprey’ (แอสเปรย์) ของอังกฤษ จากนั้นได้เข้าเรียนในโรงเรียนช่างนาฬิกา ‘WOSTEP’ หลังจากนั้นได้ย้ายถิ่นฐานมายังสวิตเซอร์แลนด์ โดยเข้าเป็นเพื่อนร่วมทีมของ Robert Greubel ใน ‘Renaud & Papi’ ศึกษาเจาะลึกในส่วนของการผลิตกลไกที่มีความซับซ้อนสูงแบบต่างๆ

21 Chronograph
Greubel Forsey Double Tourbillon 30 Edition Historique

ปี 1999 ที่ ‘Renaud & Papi’ มีการเปลี่ยนแปลงแผนกที่ทั้งคู่ทำงานอยู่ โดยยุติบทบาทการคิดค้นกลไกที่มีความซับซ้อนสูงลง ทั้ง 2 จึงตัดสินใจลาออกมาเพื่อเป็นศิลปินอิสระ ออกแบบกลไกและผลิตเครื่องบอกเวลาในนาม Greubel Forsey ของตน หลังจากใช้เวลา 4 ปีเต็มจึงเปิดตัวผลงานชิ้นแรกที่ใช้กลไกทูร์บิญองคู่ ‘Double Tourbillon’ (ดับเบิล ทูร์บิญอง) ซึ่งทำมุมเอียง 30 องศากับกลไกหลัก ก่อนจะออกผลงานชิ้นที่ 2 คือ Quadruple Tourbillon à Différentiel  (ควอดรูเปิล ทูร์บิญอง อา แดฟเฟอรังเชียล) ซึ่งเด่นด้วยกรงทูร์บิญอง 4 ชุดที่ทำงานร่วมกันแบบคู่ขนาน และผลงานชิ้นที่ 3 นาม Tourbillon 24 Seconds Incliné (ทูร์บิญอง 24 เซกองด์ส แอง-คลิเน) ซึ่งมีความพิเศษที่การหมุนรอบตัวเองของชุดจักรทูร์บิญองครบ 1 รอบในเวลา 24 วินาที ซึ่งต่อมา ‘Richemont International SA’ (ริชมอนต์ อินเตอร์เนชั่นแนล แอสอา) ได้เข้ามาเป็นผู้สนับสนุนด้านเงินทุน โดย Greubel Forsey ให้สิทธิ์ในการจัดจำหน่ายแก่บริษัทเป็นเวลา 20 ปีเป็นการตอบแทน

 

Vianney Halter

มิติศรัทธา

Vianney Halter (เวียนเนย์ อัลแตร์) นักประดิษฐ์นาฬิกาสุดขั้วคนหนึ่งของโลก นำเสนอผลงานชิ้นแรกสู่สาธารณชนด้วยดีไซน์ตัวเรือนแสนหลุดโลก ยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจและยอมรับได้ว่านี่คือความสวยงาม เขาเกิดและเติบโตในฝรั่งเศส มีพ่อเป็นพนักงานควบคุมหัวรถจักรไอน้ำของการรถไฟฝรั่งเศส ครั้งยังเด็กเขาคุ้นเคยกับอุปกรณ์หน้าตาประหลาดอย่างมอเตอร์ จานจ่าย ไดชาร์จ เกจ์วัดความดัน ฯลฯ ที่พ่อมักนำติดมือกลับมาบ้านเพื่อทำความสะอาดและซ่อมบำรุง ทั้งมีโอกาสช่วยเหลือบ้างใน  บางครั้ง เรื่องเหล่านี้ประทับอยู่ในความทรงจำของ Halter เสมอมา และเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจต่องานออกแบบนาฬิกาหน้าตาแสนแหวกแนวของเขาด้วย

22 Chronograph
Vianney Halter

Halter ไม่ได้เกิดในครอบครัวร่ำรวย ทุกย่างก้าวของเขาต้องเหนื่อยกว่าคนอื่นเสมอ แต่เขาเคยบอกไว้ว่า “ผมเดินด้วยหัวใจ…ซึ่งมันไปได้ไกลกว่า” ทั้งยังไม่เชื่อในเรื่องพรสวรรค์ เขายึดมั่นในการขับเคลื่อนจากระดับจิตวิญญาณ มุมานะทั้งการศึกษาและการฝึกฝนความชำนาญทางเชิงช่างอย่างหนัก เพื่อแสวงหาแนวทางและเอกลักษณ์ผลงานของตน ความเชี่ยวชาญเป็นประสบการณ์นอกตำราที่เกิดจากการเคี่ยวกรำขัดเกลา ผลงานชิ้นแรกที่แสนหลุดโลกนั้นคือ Antiqua (อองติกัว) ที่ต่อมาโลก ไม่อาจปฏิเสธอัจฉริยภาพของเขาได้ วงการนาฬิกายกให้ผลงานลำดับแรกของเขาเป็นแม่แบบที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผลงานชิ้นเอกของแบรนด์ดาวรุ่งในยุคต่อมา อาทิ Harry Winston Opus (แฮร์รี วินสตัน โอปุส) Urwerk, Hautlence (โอตลองซ์) Richard Mille (ริชาร์ด มิลล์) ไปจนถึง MB&F ฯลฯ

23 Chronograph
Vianney Halter Antigua

แบรนด์ Vianney Halter ถือกำเนิดขึ้นพร้อม Antigua ในปี 1998 ตามมาด้วย Classic (คลาสสิก) และ Trio (ทริโอ) ที่ เผยโฉมในปี 2000 และ 2001 สะท้อนแนวคิดอันเป็นเอกลักษณ์ ‘Futur Antérieur’ (ฟูตูร์ อองเตริเยอร์) จนเป็นสไตล์เอกลักษณ์อันเกิดจากการอ่านนวนิยายไซไฟของ Jules Verne (ฌูลส์ แวร์น) และดูหนัง ‘ผจญภัยใต้สมุทร 20,000 โยชน์’ ของ Richard Fleischer (ริชาร์ด ไฟลส์เชอร์) ทำให้เขาอยากสร้างผลงานแรงๆ ออกมาเตะตาคน Halter สร้างผลงานขึ้นจากศรัทธาและความประทับใจ เฉกเช่นผลงานของจิตรกรในกลุ่ม ‘Impressionism’ (อิมเพรสชันนิซึม) อย่าง Claude Monet (โคล้ด โมเนต์) เขาต้องการผลงานที่เปี่ยมด้วยสุนทรียศาสตร์ในมิติใหม่และเต็มเปี่ยมด้วยศรัทธา โดยไม่ต้องคำนวณความเสี่ยง !

 

Felix Baumgartner

คิดฉีกกรอบ

Felix Baumgartner คือผู้ให้กำเนิด   แบรนด์ Urwerk ร่วมกับ Martin Frei (มาร์ติน ฟราย) โดย Baumgartner คือนักประดิษฐ์เครื่องบอกเวลาฝีมือเอก ส่วน Frei คือสุดยอดนักออกแบบผู้คิดนอกกรอบ นับเป็นคู่หูเพื่อนร่วมงานระดับพระกาฬที่ทำให้ Urwerk มีตัวเรือนและรูปแบบการแสดงเวลาสุดล้ำ จนทำให้หลายคนถึงกับทึ่งและคิดไปว่านี่คือสิ่งใหม่ แต่แท้จริงผลงานสร้างสรรค์เหล่านี้ไม่ใช่ของใหม่ หากแต่เคยมีผู้ประดิษฐ์คิดค้นเผยแพร่มาก่อนแล้วในอดีต อาทิ Louis Cottier (หลุยส์ โกตติเยร์) เป็นต้น ซึ่งทั้งคู่ได้นำแนวคิดมาใช้ ปรับเปลี่ยนวัสดุสำหรับบางชิ้นส่วนเพื่อแก้ไขปัญหา สิ่งที่ทั้ง 2 ทำคือเพียงหยิบรูปแบบวิถีการแสดงเวลาเหล่านั้นมาเป็นต้นแบบความคิดและตีความใหม่ เพื่อเริ่มพัฒนากลไกในแบบของ Urwerk เอง

24 Chronograph
Felix Baumgartner

Baumgartner เกิดในครอบครัวช่างนาฬิกาที่เมือง Schaffhausen (ชาฟฟ์เฮา-เซน)สวิตเซอร์แลนด์ในปี 1975 ศาสตร์แห่งประดิษฐกรรมเวลาอยู่ในสายเลือดมาแต่กำเนิด ที่สุดเขาก็ได้เป็นช่างนาฬิกาอย่างที่หลงใหลมาตลอด เขาเข้าเรียนในโรงเรียนช่างนาฬิกาและจบออกมาในปี 1995 แต่แทนที่จะรับช่วงต่อจากบิดาซึ่งน่าจะง่ายกับการเริ่มต้นชีวิตการทำงาน Baumgartner กลับเลือกเดินทางไปเจนีวาเพื่อเริ่มต้นการทำงานเป็นช่างนาฬิกาอิสระ ได้พัฒนากลไกซับซ้อน อาทิ กลไกปฏิทินตลอดชีพ ‘Minute Repeater’ รวมถึงบูรณะกลไกให้กับบรรดาแบรนด์ชั้นนำ

25 Chronograph
Urwerk UR-CC1 ‘Black Cobra’

Urwerk คือแบรนด์นาฬิกาที่โดดเด่นด้วยตัวเรือนและการแสดงเวลา โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการผสมผสานวัฒนธรรมการผลิตนาฬิกาดั้งเดิมกับวิสัยทัศน์แห่งอนาคต นอกจากนี้ Baumgartner และ Frei ยังเคยรับเชิญจาก Harry Winston เพื่อออกแบบและพัฒนากลไกในโปรเจ็กต์ Opus V (โอปุส ไฟว์) จากรูปแบบที่ฉีกกรอบเครื่องบอกเวลาแบบเดิมๆ ล้วนเกิดจากพรสวรรค์และทักษะอันชำนาญ   ส่งผลให้ Urwerk มีความโดดเด่นเพียงพอที่จะยืนเคียงข้างแบรนด์ยักษ์ใหญ่ได้อย่างไม่ยากเย็น

 

Be Independent

ศิลปะ ฝีมือ ความกล้า

เมื่อนักการตลาดฉุดลากโลกให้หมุนไปด้านหนึ่ง จะมีทั้งภาคผู้ผลิตและผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งก้าวตามไป คล้ายทฤษฎี ‘ผู้นำและผู้ตาม’  ขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งขอเดินสวนกระแส คิดค้น  และผลิตผลงานที่สวนกระแสเช่นกัน โดยอาศัย  พลังขับเคลื่อนภายใน และความศรัทธาในอุดมการณ์ของตนว่านี่คือสิ่งที่ ‘ดีที่สุด’ ที่    พวกเขาต้องการสร้างสรรค์ขึ้น โดยใช้ความปรารถนาและความใฝ่ฝันของตนเองเป็นแรงผลักดัน หาใช่ความต้องการของตลาดหรือแม้แต่ของผู้บริโภค !

เฉกเช่นในวงการศิลปกรรมที่ Pablo Picasso (พาโบล ปิกัสโซ) Vincent Van Gogh (แวงซองต์ ฟาน ก็อกห์) หรือ Salvador Dali (ซัลวาดอร์ ดาลี) ที่ต่างสร้างสรรค์ผลงานชิ้นโบแดงประดับโลก แม้ยามที่พวกเขามีชีวิต  ผู้คนอาจรู้สึกแปลกแยกกับผลงาน บางคนต้องใช้เวลาเรียนรู้และทำความเข้าใจยาวนานจึงสามารถสัมผัสถึงความงดงามแห่งวิจิตรศิลป์ ขณะที่บางคนซาบซึ้งในผลงานตั้งแต่เห็นแค่ ภาพร่าง ศิลปะจึงขึ้นกับมุมมองของแต่ละคน และอาจต้องใช้เวลาสั้น-ยาวต่างกันไปจึงจะสัมผัสได้ถึงความลึกซึ้ง

ศิลปินอิสระแห่งประดิษฐกรรมเวลาเหล่านี้ก็เช่นกัน ไม่มีใครอยากให้ผู้คนหันมาสนใจ ชื่นชม และขวนขวายหาผลงานของเขามาสะสมหลังจากที่เขาลาลับจากโลกนี้ไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะช่วยพวกเขาได้คือ ‘การตลาด’ ใช่…การตลาด โดยใช้หนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาดเข้าช่วย นั่นคือ ‘การให้ความรู้และสร้างประสบการณ์ร่วมแก่ผู้บริโภค’ ให้เข้าใจถึงความวิจิตรบรรจงของงานขัดแต่ง การสร้างสรรค์กลไกอันเฉียบคม ทักษะเชิงช่างที่ต้องผ่านการเคี่ยวกรำอย่างยากลำบาก วินัยและใจรักที่ทุ่มเทมอบให้แก่ผลงานทุกชิ้น งานฝีมือที่ต้องอาศัยความชำนาญพิถี-  พิถัน ตลอดจนการวิจัยและพัฒนา และการออกแบบที่ไม่แพ้แบรนด์ยักษ์ใหญ่ใดๆ

Philippe Dufour และ François-Paul Journe คือบุคคลแรกๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการกล้าคิดกล้าทำ มากด้วยทักษะและฝีมือ เคารพและศรัทธาในวิถีปฏิบัติของตนอย่างเคร่งครัด ผลงานทุกชิ้นเปรียบดังศิลปะล้ำค่า ผลงานชิ้นหนึ่งที่สร้างชื่อเสียง สะท้อนตัวตนและวิถีปฏิบัติของ Philippe Dufour ได้ชัดเจนที่สุดคือ Simplicity (ซิมพลิซิตี) นาฬิกากลไกไขลานที่แสดงเวลาแบบ 2 เข็มครึ่งแสนเรียบง่ายและดูธรรมดายิ่ง แต่กลับซุกซ่อนความน่าฉงนในความงามทั้งเรือนร่างและตลอดจนกลไกภายใน หรือผลงานของ François-Paul Journe ที่ยอดเยี่ยมทั้งการออกแบบและกลไกการทำงาน จนคว้ารางวัลมาแล้วมากมายจากหลายรุ่น

ศิลปินเอกแห่งโลกเวลาที่น่าจับตาแต่ละคนต่างก็มีวิถีทางเป็นของตนเอง วันหนึ่งข้างหน้า…ศิลปินที่ W ยกขึ้นมากล่าวถึงในครั้งนี้ รวมถึงศิลปินยุคใหม่ที่กำลังจะเกิดตามมาในอนาคตอีกหลายราย ก็จะทยอยประสบความสำเร็จอย่างที่ Philippe Dufour และ François-Paul Journe เคยสร้างไว้

 

WE’RE INDIES! ศิลปินขบถแห่งโลกเวลา (1)

 

1 COMMENT

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up