UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesWE’RE INDIES! ศิลปินขบถแห่งโลกเวลา (1)

WE’RE INDIES! ศิลปินขบถแห่งโลกเวลา (1)

โลกของเราใบนี้เปลี่ยนไปทุกขณะจิต และยิ่งเปลี่ยนเร็วขึ้นๆ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยให้หลายสิ่งหลายอย่างสมบูรณ์แบบไปอย่างที่ไม่เคยมีขึ้นมาก่อน จนกระทั่งใครบางคนเริ่มเบื่อหน่ายกับความไร้ที่ติไม่ว่าจะด้วยเนื้อแท้หรือภาพที่สร้างฉาบเหล่านี้ และแสวงหาความล้ำเลิศที่ประดับด้วยรอยตำหนิเล็กๆ น้อยๆ ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นคุณค่าที่สร้างสรรค์ขึ้นด้วยวิถีดั้งเดิม

ช่างประดิษฐ์เครื่องบอกเวลากลุ่มหนึ่งหันหลังให้กับเส้นทางที่ลาดปูด้วยแผนการตลาด และกรรม- วิธีการผลิตสุดแสนทันสมัยที่สะดวกสบายด้วยเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ช่วยผ่อนแรงสมองและแรงคนไปได้มหาศาล พวกเขามีกระบวนทัศน์และวิถีปฏิบัติที่นอกกรอบ แปลกแยกจากแนวทางที่นักประดิษฐ์หรือแบรนด์ผู้ผลิตนาฬิกาทั่วไปยึดปฏิบัติ เป็นศิลปินขบถในสายตาใครต่อใคร บางรายถึงขั้นสุดขั้ว พวกเขานำเสนอผลงานเรือนเวลาที่มีการออกแบบ การประดิษฐ์กลไก และการใช้ทักษะเชิงช่างที่เป็นแก่นแท้และเป็นคุณค่าจากอดีต แหวกแนวและไร้การประนีประนอมกับแรงกดดันทางการตลาดใดๆ เรือนเวลาบางรุ่นออกแบบได้สุดล้ำจนแทบไม่เชื่อว่าจะมีใครกล้าซื้อมาสวมใส่ บางรุ่นหน้าตาแสนเรียบง่ายจนดูผิวเผินช่างธรรมดา บางรุ่นขัดแต่งเนียนละมุนละไมจนแบรนด์ดังคับโลกยังต้องชิดซ้าย แต่สิ่งที่ทุกรุ่นจากพวกเขาเหล่านี้มีเหมือนกันคือ จำนวนผลิตที่น้อยมากในแต่ละปี และชื่อเสียงของแบรนด์ที่เกินกว่า ‘ผู้สวมใส่นาฬิกาทั่วไป’ จะเข้าใจ

Phillippe Dufour (ฟิลิปป์ ดูฟูร์) และ François-Paul Journe (ฟรองซัวส์-ปอล เฌิร์น) คือตัวอย่างอมตะของศิลปินขบถผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูง ได้รับการยอมรับและให้เกียรติจากสุนทรียชนบนโลกเวลารวมถึงนักประดิษฐ์เครื่องบอกเวลามากมาย ซึ่งเขาทั้ง 2 ต่างเลือกเส้นทางของตัวเอง และนำเสนอผลงานอันเปี่ยมด้วยพลังสร้างสรรค์และความใส่ใจในทุกรายละเอียด จนสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ศิลปินอิสระจำนวนมาก และวิถีปฏิบัติของทั้ง 2 เป็นดั่งพิมพ์เขียวที่มีคุณค่าต่อการนำไปเป็นต้นแบบ

ศิลปินอิสระเหล่านี้กำลังเติบโตและมีจำนวนเพิ่มขึ้น หลายคนเริ่มกล้าที่จะก้าวออกจากมุมสงบใต้ชายคาแบรนด์ใหญ่สู่สถานะ ‘ศิลปินอิสระแห่งประดิษฐกรรมเวลา’ (Independent Watchmaker) กล้าเปิดเผยอวดความสามารถอย่างเต็มที่โดยไม่มีกรอบใดๆ มาปิดกั้นอีกต่อไป ผลงานทุกชิ้นล้วนทรงคุณค่าทางศิลปะที่คอนาฬิกาต่างเสาะหามาสะสม แต่ศิลปินอิสระหน้าใหม่แห่งโลกเวลาที่น่าจับตาที่สุดในตอนนี้มีใครกันบ้าง เรื่องราวการประดิษฐ์เครื่องบอกเวลาในแนวทางสุดขั้วนั้นเป็นอย่างไร เรามาร่วมติดตามไปด้วยกัน

The Converse

เมื่อลูกตุ้มแกว่งย้อนกลับ

Galileo Galilei (กาลิเลโอ กาลิเลอิ) ค้นพบทฤษฎี ‘Pendulum’ (เพนดูลัม) เมื่อราว ค.ศ. 1602 ต่อมาได้นำมาประยุกต์เพื่อประดิษฐ์นาฬิกาที่ขึ้นลานด้วยลูกตุ้มนาฬิกาที่แกว่งไปมา หากกล่าวอย่างอุปมาอุปไมย ทุกครั้งที่ลูกตุ้มแกว่งจากด้านหนึ่งไปสู่อีกด้านหนึ่งนั้นเป็นการก่อเกิด ‘พัฒนาการ’ เมื่อโลกประดิษฐกรรมเวลาแกว่งไปด้านหนึ่งซึ่งเป็นจุดที่ผู้บริโภคหลายคนพอใจกับวัสดุแปลกใหม่ ดีไซน์สุดล้ำ แบรนด์มหานิยม กรรมวิธีการผลิตต่างใช้เครื่องจักรมากขึ้นเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคที่สูงขึ้นและอ่อนไหวมากขึ้น และตอบสนองตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้บริโภคอีกกลุ่มหนึ่งกลับรู้สึกเหมือนกำลังขาดอะไรบางสิ่ง บางสิ่งที่ไม่ต้องถูกเคลือบด้วยการตลาดมากจนเกินไป คนกลุ่มนี้จึงมาพร้อมกับโลกประดิษฐกรรมเวลาที่แกว่งกลับมาเพื่อหยิบจับคุณค่าจากอดีต ทั้งทักษะเชิงช่างและศิลปะแห่งการประดิษฐ์เครื่องบอกเวลา ผสมผสานกลิ่นอายความร่วมสมัย เพื่อรังสรรค์ประดิษฐกรรมเวลาที่เปี่ยมด้วยคุณค่าราวงานศิลป์ชิ้นเอก ศิลปินเอกเหล่านี้จึงกำลังเป็นที่ถวิลหาของสุนทรียชนที่เฝ้ารอเสพงานศิลปะอันวิจิตรทั้งการออกแบบและการประดิษฐ์กลไก

07 Chronograph
Galileo Galilei, 1564-1642

ศิลปินนักประดิษฐ์นาฬิกากลุ่มนี้หลายรายปฏิเสธการใช้เครื่องมืออันทันสมัย หันมาใช้เครื่องมือ พื้นฐานธรรมดา แม้แต่งานขัดแต่งบางรายยังคงใช้อุปกรณ์ดั้งเดิมอย่างไม้ บางรายขัดแต่งชิ้นส่วนเองด้วยมือทั้งหมด ไม่ใช้เครื่องจักรใดๆ งานขึ้นรูปตัวเรือนอาจใช้เครื่องจักร CNC บ้าง แต่ก็ขัดแต่ง   ลบเหลี่ยมสันด้วยมืออย่างละเอียด หลายรายยังคงเลือกใช้เอกลักษณ์อันทรงคุณค่าและมีประสิทธิภาพจากอดีต เช่น การใช้นอตถ่วงจักรกลอก การใช้ ‘Column Wheel’ (คอลัมน์ วีล) สำหรับฟังก์ชันจับเวลา เป็นต้น

งานแกะสลักก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าทึ่งซึ่งพวกเขายังพึงใจการแกะสลักด้วยมือหรือใช้เครื่องมือพื้นฐานธรรมดา งานแกะสลักหน้าปัดในเรือนเวลาบางรุ่นอาจใช้เวลาหลายวันต่อชิ้นจึงสำเร็จ ทั้งหลายรายยังสามารถผลิตชิ้นส่วนกลไกได้ด้วยตนเอง เรียกว่าเป็น ‘Manufacture’ (มานูฟากตูร์) ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

00 Chronograph (openning)

เนื่องจากการผลิตส่วนใหญ่ทำด้วยมือ ทั้งยังไม่เร่งรีบที่จะผลิตชิ้นงาน แต่กลับจดจ่อและพากเพียรกับผลงานแต่ละชิ้นจนเป็นเหตุให้มีกำลังการผลิตที่น้อยมาก สวนทางกับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ค่าตัวของผลงานเมื่อนำออกจำหน่ายจึงมีราคาขายจริงสูงกว่าราคาตั้งอย่างมาก ทว่าแม้ราคาจะสูง แต่ด้วยจำนวนการผลิตที่น้อย จึงไม่ได้ทำให้พวกเขาร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี หรือสามารถขึ้นไปเบียดแย่งส่วนแบ่งตลาดกับ   แบรนด์ยักษ์ใหญ่ต่างๆ กระนั้นพวกเขาก็พึงใจกับวิถีที่เป็นอยู่ โดยมองว่าประดิษฐกรรมเวลาแต่ละเรือนนั้นมีจิตวิญญาณอยู่เต็มเปี่ยม ไม่มีการเสริมแต่งแบบยัดเยียด ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชัน วัสดุ รูปลักษณ์ แล้วใช้พลังทางการตลาดสร้างอัตลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ขึ้นมา ซึ่งทำให้ลูกค้าไม่สามารถสัมผัส จิตวิญญาณที่แท้ของเรือนเวลาที่ซื้อหามาได้เลย ทั้งยังถูกทำให้เชื่อและเข้าใจถึงคุณค่าที่นักการตลาดปั้นแต่งขึ้นมา หรือในอีกทางหนึ่ง เรือนเวลาเหล่านั้นไม่เคยมีจิตวิญญาณมาตั้งแต่ตอนผลิตแล้ว เพราะถูกยำใหญ่ใส่สารพัดอย่างที่นักการตลาดเรียกว่า ‘Product Convergence’ (โปรดักต์ คอนเวอร์เจนซ์) ซึ่งหมายถึงการผสมผสานความหลากหลายทั้งฟังก์ชันและรูปลักษณ์ลงไปในผลิตภัณฑ์ชิ้นเดียว ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ เช่น โทรศัพท์มือถือ และรถยนต์ซึ่งล้วนมีความสามารถหลากหลาย แต่จะหาใครสามารถใช้งานได้ครบทุกฟังก์ชันบ้าง ?

อาจดูเหมือนศิลปินอิสระเหล่านี้เป็นพวกหัวดื้อและอนุรักษ์นิยม แต่หาก ไม่อนุรักษ์สิ่งดีงามที่บรรพบุรุษสรรค์สร้างไว้ เอาแต่มุ่งสู่โลกที่อุดมด้วยเทคโนโลยีและพลังการตลาด อาจทำให้คุณค่าหลายสิ่งพร่าเลือนไป แต่ก็ใช่ว่าศิลปินอิสระจะเป็นอย่างนี้กันทุกคน อาทิ Romain Gauthier (โรแมง    โกธิเยร์) และ Felix Baumgartner (เฟลิกซ์ โบมการ์ทเนอร์) แห่งแบรนด์ Urwerk (อัวร์เวิร์ก) ที่ใช้เครื่องมือทันสมัยในการประดิษฐ์นาฬิกา ทั้ง Urwerk ยังออกแบบตัวเรือนและแสดงค่าเวลาได้ล้ำยุคแหวกแนว จนเรียกได้ว่าเป็นการฉีกกฎเกณฑ์ของนาฬิการูปแบบเดิมๆ ทิ้งไป ซึ่งหากทั้ง 2 อยู่กับแบรนด์ยักษ์ใหญ่ คงแทบไม่มีโอกาสได้ออกแบบและประดิษฐ์นาฬิกาได้ดั่งใจอยากขนาดนี้

urwerk-ur-101-eastwood-3
Urwerk UR-110 Eastwood

การที่ลูกตุ้มนาฬิกา (รวมถึงโลก) จะแกว่งไปด้านหนึ่งนั้น ต้องอาศัยระยะเวลาช่วงหนึ่ง (ยุคหนึ่ง) ทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคต่างได้เรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ที่สุดก็ถึงจุดอิ่มตัว และถวิลหาความสดใหม่ จนเมื่อลูกตุ้มแกว่งไปจนสุดเท่าที่แรงจะส่งไหวก็จะเกิดกระแสตีกลับโดยธรรมชาติ     หวนย้อนเพื่อทบทวนสิ่งที่ผ่านมาและหยิบจับกลับมาปรับปรุงและสรรค์สร้างสิ่งใหม่ๆ ต่อไป แต่การที่ลูกตุ้มแกว่งย้อนกลับนั้นไม่ได้หมายถึงเวลาหมุนกลับมาด้วย แต่ยังคงเดินหน้าต่อไป ก่อเกิดพัฒนาการที่มีกระบวนการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เป็นวัฏจักรที่ไม่สิ้นสุด

ทุกวันนี้หาสิ่งที่มีความสดใหม่แท้จริงได้ยาก ศิลปินจึงเป็นหนึ่งในผู้รับใช้สังคม โดยอุทิศผลงานสร้างสรรค์เพื่อขับเคลื่อนและช่วยถ่วงรั้งให้เกิด  สมดุลแก่โลก ไม่ให้ก้าวไปด้านใดด้านหนึ่งจนสุดโต่ง ศิลปินอิสระแห่งประดิษฐกรรมเวลาเหล่านี้ส่วนใหญ่ผ่านการร่ำเรียนจากโรงเรียนช่างนาฬิกามาแล้ว หลายคนสร้างผลงานเป็นที่น่าจับตาตั้งแต่สมัยเรียน หลงรักนาฬิกาและจมจ่อมกับโลกเวลามาแต่เยาว์วัย ฝึกฝนด้วยตัวเองและผ่านการทำงานอย่างเคี่ยวกรำกับแบรนด์ชั้นนำหลายแห่ง จนกลายเป็นเพชรเม็ดงาม เป็นศิลปินที่น่าจับตา และต่อไปนี้คือเรื่องราวของเขาเหล่านั้น

Romain Gauthier

พลังจากผองเพื่อน

ศิลปินและนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงซึ่งใช้ชื่อ Romain Gauthier ของตนเป็นชื่อแบรนด์ผู้นี้ถือกำเนิดใน Le Sentier (เลอ ซองติเยร์) หมู่บ้านในหุบเขาฌูซ์ (Vallée de Joux) หุบเขาแห่งประดิษฐกรรมเวลาชั้นนำของโลกเมื่อปี 1975 ด้วยความคิด ‘โลกใบนี้คงน่าเบื่อ ถ้าทุกคนเหมือนกันหมด’ เขาจึงผันตัวจากวิศวกรไมโครสู่อิสรภาพแห่งการสร้างสรรค์ และทุ่มเทเวลากว่า 6 ปีในการขับเคลื่อนความฝันที่เริ่มต้นจากศูนย์ ในที่สุดจึงให้กำเนิดผลงานชิ้นแรก Prestige (เพรสทีจ) นาฬิกาจักรกลที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลาน Cal.2206HM ซึ่งเขาวางแปลนและสร้างสรรค์ด้วยตนเองทุกขั้นตอน จนได้รับการกล่าวขวัญถึงความประณีตบรรจงที่พิชิตใจสุนทรียชนอย่างไร้ข้อกังขา และคอลเลกชั่นนี้ขายหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว

08 Chronograph

Romain เกิดในครอบครัวที่ทำงานในแวดวงนาฬิกาที่ฝังลึกจนกลายเป็นความใฝ่ฝัน ในปี 2000 เขาทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ควบคุมเครื่องจักร CNC ในบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนกลไกที่ป้อนให้แก่บรรดาแบรนด์นาฬิกา จึงได้เรียนรู้วิศวกรรมและเทคนิคกลไกนาฬิกาอย่างลึกซึ้ง จนอยากสร้างโมเดลธุรกิจและนาฬิกาในฝันของตนขึ้นบ้าง นอกจากนี้เขายังเข้าใจหลักการตลาดและการบริหารจากการเรียน MBA ซึ่งมีประโยชน์ต่อการวางแผนธุรกิจและผลิตภัณฑ์เป็นอย่างดี ทั้งยังได้เจอคนดีๆ มากมายที่เปิดโอกาสให้ใช้เครื่องจักร CNC ช่วงหลังเลิกงานและวันหยุด รวมถึงผองเพื่อนร่วมอุดมการณ์หลายคน ที่สำคัญคือนายช่างใหญ่ Philippe Dufour ซึ่งยอมสละเวลาอันมีค่าให้คำปรึกษา และเป็นแรงบันดาลใจให้ Gauthier เลิกล้มความคิดที่จะสั่งเครื่องฐานจากผู้ผลิตอื่นมาใช้ หันมาพัฒนาเครื่องฐานของตนขึ้นใช้เอง โดยบอกไว้ว่า

“ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ ถ้าคุณมีเวลาและความอดทนมากพอ”

09 Chronograph
Romain Gauthier Prestige

นอกจากผลิตเครื่องฐานเองแล้ว Romain ยังสามารถผลิตชิ้นส่วนกลไกต่างๆ ได้เอง สำหรับเขาแล้วธุรกิจนาฬิกาเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ศิลปินตัวเล็กๆ คนหนึ่งสามารถสร้างสรรค์ผลงานที่เปลี่ยนแปลงโลกได้ เรื่องขนาดไม่ใช่สิ่งสำคัญถ้าเจ๋งพอ ธุรกิจนาฬิกาไม่จำเป็นต้องใหญ่ ทำแต่พอตัวก็สามารถอยู่ได้อย่างสมศักดิ์ศรีไม่แพ้แบรนด์ใหญ่ชื่อดัง ทั้งความเป็นแบรนด์เล็กยังเอื้อให้สามารถทำอะไรได้รวดเร็วคล่องตัวกว่า และการเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ยังสามารถประสบความสำเร็จได้ง่ายกว่าอีกด้วย

Roger W. Smith

ศิษย์มีครู

Roger W. Smith (โรเจอร์ ดับเบิลยู. สมิธ) ศิลปินนักประดิษฐ์นาฬิกาอิสระจากเกาะอังกฤษผู้ปฏิเสธการเข้าเรียนในโรงเรียนช่างนาฬิกา แต่เลือกที่จะเรียนรู้จากการอ่านตำรา และฝึกฝนซ่อมแซมนาฬิกาโบราณจนสามารถสร้างผลงานนาฬิกาเรือนแรกในชีวิตได้สำเร็จด้วยเวลาเพียง 18 เดือน ผลงานหมายเลข 1 นี้คือนาฬิกาจักรกลทูร์บิญอง ก่อนจะฝากตัวเป็นศิษย์ของปรมาจารย์ Dr. George Daniels (ดร.จอร์จ แดเนียลส์) ผู้คิดค้นระบบปล่อยจักร ‘Co-Axial’ (โคแอ็กเชียล) เพื่อขัดเกลาฝีมือในปี 1993 ปัจจุบัน Smith มีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะฟื้นฟูตำนานนาฬิกาอังกฤษให้กลับมาโลดแล่นในโลกของนาฬิกาจักรกลอีกครั้ง

ผลงานใหม่ของ Smith คือ Series 2 (ซีรีส์ ทู) นาฬิกาที่มีกลิ่นอายคล้ายนาฬิกาพก เกิดจากความหลงใหลส่วนตัวในนาฬิกาพกที่ไม่เพียงเปี่ยมมนตร์ขลังทางประวัติศาสตร์ แต่โครงสร้างและชิ้นส่วนกลไกยังบอกถึงเทคนิคการผลิตและมาตรฐานผลงานขั้นสูง ทั้งยังมีการแกะสลักพื้นหน้าปัดด้วยเทคนิคกิโยเชอย่างหลากหลาย อาทิ ลาย ‘Barley Corn’ (บาร์เลย์ คอร์น) ‘Vieux Panier’ (วิเยอซ์ ปานิเยร์) ‘Clous de Paris’ (กลูส์ เดอ ปารีส์) ‘Sauté Piqué’ (โซเต ปิเก) ‘Décor Flamme’ (เดกอร์ ฟลอมเมอ) และ ‘Sainte Circulaire’ (แซงเต ซิร์กูแลร์) ซึ่งนำมาจัดเรียงลวดลายจนสามารถสร้างมิติมุมมองใหม่ นอกจากนี้นาฬิกา R.W. Smith ของเขายังใช้ระบบปล่อยจักรแบบ ‘Co-Axial’ อีกด้วย แต่เขาก็ปฏิเสธที่จะใช้เทคโนโลยีวัสดุศาสตร์ใหม่ๆ ตามสมัยนิยม อาทิ ซิลิคอน เพราะไม่แน่ใจในการซ่อมบำรุงในอนาคต สำหรับเขาแล้ว การใช้วัสดุดั้งเดิมอย่างโลหะที่ผ่านบททดสอบมายาวนาน 300-400 ปีสามารถสร้างความมั่นใจให้ได้มากกว่า และสำหรับผลงาน Series 2 นั้นถือเป็นการตอกย้ำความเป็นนาฬิกาสไตล์อังกฤษขนานแท้ที่นับวันจะหาได้ยากยิ่ง

ปัจจุบัน Smith เลือกบ้านบนเกาะแมนในอังกฤษเป็นห้องปฏิบัติงานช่างของตน แทนที่จะย้ายสู่สวิตเซอร์แลนด์อย่างที่ช่างนาฬิกาหลายคนนิยมกัน นั่นเพราะเขาอยากดำรงเอกลักษณ์สไตล์อังกฤษเอาไว้ และแม้ Smith จะเคยประดิษฐ์นาฬิกากลไกทูร์บิญองมาก่อนแต่ก็ไม่ได้หลงใหลไปกับกระแสตลาด โดยยึดมั่นในจุดยืนที่เน้นความสอดคล้องลงตัวระหว่างกลไกและรูปลักษณ์ที่ต้องสมบูรณ์แบบไม่ยอมผสมผสานความฉาบฉวยลงไปในกลไกเพื่อหวังผลทางการตลาดอย่างเด็ดขาด

Kari Voutilainen

ด้วยแรงวิริยะ

Kari Voutilainen (การิ โวติไลเนน) นักประดิษฐ์นาฬิกาอิสระชาวฟินแลนด์ผู้ให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลงานในทุกรายละเอียดเหนือสิ่งอื่นใด ฝันอยากเป็นช่างนาฬิกาตั้งแต่ยังเล็กๆ ทั้งที่ไม่มีพรสวรรค์ทางเชิงช่างเลย ด้วยความเพียรพยายามในที่สุดเขาก็สามารถสอบเข้าเรียนต่อในโรงเรียนช่างนาฬิกาแห่ง Tapiola (ตาปิโอลา) ซึ่งถือเป็นสถาบันอันทรงเกียรติที่สุดแห่งหนึ่งของโลกได้สำเร็จ ฝึกฝนขัดเกลาฝีมือกับนาฬิกาจักรกลโบราณอยู่นาน จนในที่สุดก็ยอมละทิ้งหน้าที่การงานอันมั่นคง ออกมาทุ่มเทเวลาและมุมานะเพื่อสร้างสรรค์ผลงานหมายเลข 1 ซึ่งเผยโฉมผลงานชิ้นเอก Masterpiece 6 (มาสเตอร์พีซ ซิกซ์) จนวงการนาฬิกาตกตะลึงในความสามารถของนวัตกรรมกลไกตีบอกเวลาแบบ ‘Decimal Repeater’ (เดซิมอล รีพีทเตอร์) ของเขา จนได้รับการเสนอชื่อให้เป็นสมาชิกในสมาคมช่างศิลป์อิสระเลื่องชื่ออย่าง AHCI ในปี 2005 ต่อมาเขากับลูกทีมอีก 4 คนได้สร้างชื่อกระฉ่อนโลกอีกครั้งกับ Observatoire Watch (อ็อบแซร์วาตัวร์ วอทช์) ที่ชนะใจกรรมการด้วยการคว้ารางวัลสุดยอดนาฬิกาจาก ‘Grand Prix d’Horlogerie de Genève 2007’ (กรองด์ ปรีซ์ ดอร์โลเชรี เดอ เฌอแนฟ 2007) มาครองได้อย่างพลิกความคาดหมาย

Voutilainen เคยเป็นครูสอนอยู่ที่โรงเรียนช่างนาฬิกาชื่อดังอย่าง ‘WOSTEP’ (วอสเต็ป) และใช้เวลาหลังเลิกงานประดิษฐ์นาฬิกาในฝันของตัวเอง ในที่สุดก็ออกมาก่อตั้งแบรนด์และห้องปฏิบัติงานของตนเองขึ้นในปี 2002 โดยตั้งชื่อแบรนด์ตามนามสกุล Voutilainen ของตนเอง เขาเคยประดิษฐ์กลไกทั้งทูร์บิญอง ‘Minute Repeater’ (มินิท รีพีทเตอร์) และโครโนกราฟ ซึ่งผลงานทั้งหมดพัฒนาโดยนำเครื่องฐานวินเทจจากยุคปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 อาทิ Louis Audermars (หลุยส์ โอเดอมาร์ส) LeCoultre (เลอคูลทร์) และ Peseux (เปอเซอซ์) มาพัฒนาใหม่จนแทบไม่เหลือเค้าเดิม เนื่องจากความชอบสะสมเครื่องฐานวินเทจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงชื่นชมในคุณสมบัติที่เรียบง่าย ไม่ฉาบฉวย ซ่อมบำรุงง่าย และแสดงให้เห็นถึงความพิถีพิถันของช่างในอดีต

14 Chronograph
Kari Voutilainen

Voutilainen ชื่นชอบดีไซน์คลาสสิกเรียบง่าย ไม่หวือหวาและไม่ล้าสมัยง่าย  ซึ่งสะท้อนผ่านผลงานของเขาที่เป็นแนวคลาสสิก นอกจากนี้เขายังมีศิลปินต้นแบบในดวงใจ คนแรกคือ Charles Meylan (ชาร์ลส์ มีย์ลอง) ซึ่งเคยเป็นทั้งครูช่างและเพื่อนร่วมงาน และเป็นผู้จุดประกายให้เข้าใจถึงศิลปะเครื่องบอกเวลาอย่างลึกซึ้งว่า

“ฟังนะเพื่อน ทุกวันนี้มีคนสวิสมากมายมองศิลปะการประดิษฐ์นาฬิกาว่าเป็นการค้าการลงทุน ศิลปะนี้ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะทำได้ดีหากทำเพื่อเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอุทิศตัวเองให้กับผลงานที่คุณศรัทธาสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วย”

คนที่ 2 คือ Philippe Dufour ซึ่งเป็นคนถ่อมตัวและมุ่งมั่นกับงานศิลปะแขนงนี้มาก โดยเคยให้คำแนะนำที่มีประโยชน์แก่เขาอีกมากมายด้วย

 

WE’RE INDIES! ศิลปินขบถแห่งโลกเวลา (2 – ตอนจบ)

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up