UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesZENITH CHRONOMASTER SPORT TITANIUM - เต็มพิกัดโมโนไทเทเนียม

ZENITH CHRONOMASTER SPORT TITANIUM – เต็มพิกัดโมโนไทเทเนียม

by: ‘Mr.Big’

 

ในโอกาสที่การแข่งขันเทนนิสรายการ ‘Ultimate Tennis Showdown’ (อัลติเมท เทนนิส โชว์ดาวน์) หรือ ‘UTS’ (ยูทีเอส) กำลังจะเริ่มขึ้น ซึ่งเป็นการแข่งขันที่ Zenith (เซนิธ) เป็นผู้สนับสนุนและจับเวลาอย่างเป็นทางการ โดยใช้กติกาที่ต่างจากการแข่งขันเทนนิสแบบปกติ โดยจะเล่นกัน 4 ควอเตอร์ ใช้เวลาควอเตอร์ละ 8 นาที โดยไม่มีการต่อเวลา และเวลาในการแข่งขันจะลดลง 15 วินาที ในทุกๆ การทำคะแนน จึงเป็นการแข่งขันที่กดดันผู้เล่นเป็นอย่างมาก อีกทั้งผู้เล่นจะได้รับคำแนะนำจากโค้ชที่อยู่ข้างสนามตลอดเวลา และมีการติดไมค์ให้กับผู้เล่น ทำให้ผู้ชมสามารถได้ยินสิ่งที่ผู้เล่นพูดตลอด จึงเป็นการแข่งขันที่เน้นสร้างความบันเทิงมากกว่า ซึ่งการแข่งขันดังกล่าวนี้คิดค้นและก่อตั้งโดย Patrick Mouratoglou (ปาทริก มูราโตกลู) โค้ชเทนนิสและผู้วิจารณ์กีฬาชาวฝรั่งเศส และเป็นหนึ่งในแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Zenith และเพื่อเป็นการต้อนรับฤดูกาลใหม่ของการแข่งขัน Zenith จึงออกเรือนเวลาสปอร์ตจับเวลาตระกูล Chronomaster Sport รุ่นใหม่ที่มาพร้อมวัสดุไทเทเนียมน้ำหนักเบา ในโทนสีแบบโมโนโครม ซึ่งสร้างสัมผัสร่วมสมัยได้เป็นอย่างดี

MITSUBISHI

 

Chronomaster Sport Titanium มาในตัวเรือนขนาด 41.0 มิลลิเมตร หนา 13.6 มิลลิเมตร ซึ่งทำผิวแบบปัดด้านเป็นหลัก รวมถึงเม็ดมะยมและปุ่มกดทรงกระบอกสูบที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้แตกต่างไปจาก Chronomaster Sport รุ่นที่ผ่านมา ส่วนชนิดไทเทเนียมที่ใช้ในสร้างสรรค์เป็นไทเทเนียมเกรด 5 ซึ่งนิยมใช้ในอุตสาหกรรมการบิน เนื่องด้วยคุณสมบัติน้ำหนักที่เบา และทนทานต่อรอยขูดขีดและการกัดกร่อนเป็นอย่างมาก ขอบตัวเรือนสลักสเกลความละเอียด 1/10 วินาที และเคลือบเป็นสีดำให้ตัดกันอย่างโดดเด่น ผนึกหน้าปัดด้วยคริสตัลแซพไฟร์ทรงโดม เคลือบสารป้องกันการสะท้อนเอาไว้ทั้ง 2 ฝั่ง และมีความสามารถในการกันน้ำอยู่ที่ 100 เมตร

 

หน้าปัดคุมโทนในสีเทาเงิน ผิวปัดลาย ‘Sunburst’ (ซันเบิร์สต์) ส่วนขอบตกแต่งแทร็คเวลาแบบจุดและแบบเส้นความละเอียดสูง สำหรับแสดงค่าจับเวลาภายใต้ความละเอียด 1/10 วินาที ด้วยเข็มวินาทีชุดหลักซึ่งตกแต่งปลายเข็มเป็นสีแดง ช่วยให้การระบุค่าทำได้ง่ายขึ้น ส่วนหลักชั่วโมงเป็นรูปแบบเดียวกันกับรุ่นที่ออกไปก่อนหน้า ในทรงแท่งปาดขอบเอียงทั้ง 4 ด้าน และแต่งพื้นที่ด้านบนเป็นสีดำให้ดูคล้ายการสอดนิล ส่วนวงหน้าปัดย่อยผิวขัดลายวงคลื่นยังคงใช้การวางเลย์เอาท์ที่ให้ทับซ้อนกันเล็กน้อย และถึงแม้สีในแต่ละวงหน้าปัดย่อยจะเป็นคนละสีกัน แต่รุ่นนี้ก็เลือกใช้เฉดที่มีความใกล้เคียงกัน เพื่อคุมโทนไปกับสีของหน้าปัดและตัวเรือน ทั้งยังรู้สึกถึงลูกเล่นการไล่ระดับแบบพองาม ได้แก่สีเงิน สีเทาอ่อน และสีเทาเข้ม โดยที่หน้าปัดย่อยสีเงินเป็นการแสดงวินาทีของการบอกเวลาปกติ ส่วนอีก 2 วง ทำหน้าที่ระบุค่าจับเวลาเป็นวินาทีและนาที โดยสามารถจับเวลาต่อเนื่องมากสุด 60 นาที เสริมด้วยช่องหน้าต่างแสดงวันที่บริเวณ 4-5 นาฬิกา ซึ่งใช้จานวันที่สีเทาอ่อนพร้อมตัวเลขอารบิกสีดำอย่างกลมกลืน และมีการเคลือบสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) เกรด ‘C1’ (ซีวัน) แต้มที่ขอบด้านในของหลักชั่วโมงและเข็ม เพื่อให้สามารถอ่านเวลาได้แม้ในที่มืด

 

แน่นอนว่าหน้าที่การขับเคลื่อนการทำงานคือความรับผิดชอบของกลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) ออโตเมติกโครโนกราฟ Cal.El Primero 3600 ที่มาพร้อมความถี่ 36,000 ครั้ง/ชั่วโมง หรือ 5 เฮิรตซ์ ซึ่งจับเวลาได้ละเอียดถึง 1/10 วินาที ติดตั้งทับทิมกันสึก 35 เม็ด และสำรองพลังงานได้ 60 ชั่วโมง โดยสร้างพลังงานผ่านการแกว่งตัวของโรเตอร์ฉลุโปร่งเป็นรูปดวงดาว 5 แฉก ของ Zenith ซึ่งเผยให้ชมผ่านทางฝาหลังคริสตัลแซพไฟร์ ประกอบกับสายไทเทเนียมปัดลายแบบ 3 ข้อ หรือจะสร้างบุคลิกแบบลำลองด้วยสายยาง ‘FKM’ (เอฟเคเอ็ม) สีดำก็มีให้เลือกเช่นกัน โดยในรุ่นสายยางนี้ตั้งราคาเอาไว้ให้เป็นเจ้าของกันที่  10,900 ฟรังก์สวิส หรือประมาณ 446,000 บาท ส่วนรุ่นสายไทเทเนียมตั้งเอาไว้ที่ราคา 11,400 ฟรังก์สวิส หรือราว 465,000 บาท

 

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up