UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesZENITH PILOT BOUTIQUE EDITION - เรือนนักบินยุคใหม่ เวอร์ชั่นเฉพาะบูติก

ZENITH PILOT BOUTIQUE EDITION – เรือนนักบินยุคใหม่ เวอร์ชั่นเฉพาะบูติก

by: ‘Mr.Big’

 

ปีที่ผ่านมา Zenith (เซนิธ) เผยโฉมคอลเลกชั่นนาฬิกานักบินที่เป็นการยกเครื่องใหม่ในด้านดีไซน์ โดยลบภาพความเป็นวินเทจที่คุ้นชิน และใส่ภาพลักษณ์ใหม่ที่เน้นความทันสมัย มีการปรับขนาดให้กระชับลง มีภาพรวมที่สอดคล้องกับคอลเลกชั่นอื่นๆ ของ Zenith มากขึ้น และตั้งชื่อคอลเลกชั่นที่ถูกปรับปรุงใหม่นี้แบบสั้นๆ ตรงตัวว่า ‘Pilot’ (ไพลอท) โดยไม่มีคำว่า ‘Type 20’ (ไทป์ ทเวนตี) ห้อยต่อท้ายเหมือนในอดีตอีกต่อไป โดยหลังจากการปรากฏตัวของคอลเลกชั่น Pilot ยุคปรับปรุงใหม่ทั้งในรุ่น 3 เข็ม และโครโนกราฟได้ไม่ถึงปีดี Zenith ก็เผยเวอร์ชั่นใหม่ออกมารับต้นปี 2024 ทันทีในรูปแบบ ‘Boutique Edition’ (บูติก เอดิชั่น) พร้อมหน้าปัดสีน้ำเงินอันแสนสะดุดตา

MITSUBISHI

 

Pilot Boutique Edition ที่ออกใหม่นี้มีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงจากรุ่นที่ผ่านมาอยู่เล็กน้อย โดยเฉพาะในเรื่องสีสัน แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะเปลี่ยนความรู้สึกให้กับมุมมองความงามที่แปลกใหม่ โดยยังคงภาพลักษณ์ความเป็นนาฬิกานักบินยุคใหม่ที่เน้นดีไซน์ทันสมัยไว้เช่นเดิม ตัวเรือนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 40.0 มิลลิเมตร ผลิตจากสเตนเลสสตีลขอบกว้าง มอบความรู้สึกแข็งแกร่งภายใต้รูปทรงกึ่งถังเบียร์ กับงานขัดแบบปัดด้านในส่วนหน้าตัดด้านบน สลับกับงานขัดมันบริเวณขอบ และมีเม็ดมะยมขนาดใหญ่ซึ่งเป็นการออกแบบใหม่ โดยสร้างจุดเด่นด้วยการบากร่องห่าง พร้อมสัญลักษณ์ดวงดาวของ Zenith สลักบนยอด ผนึกหน้าปัดด้วยคริสตัลแซพไฟร์เคลือบสารกันแสงสะท้อน และมีความสามารถในการกันน้ำที่ระดับ 100 เมตร

 

รายละเอียดของหน้าปัดยังคงเหมือนกับรุ่นปีที่แล้ว นั่นคือผิวลายลอนลูกฟูก อันได้แรงบันดาลใจมาจากโลหะผิวลอนที่นิยมใช้สำหรับประกอบเครื่องบินใบพัดยุคเก่า โดยมาในสีน้ำเงินเข้มที่ดึงดูดใจ ตัดกับหลักชั่วโมงตัวเลขอารบิกในฟอนต์แบบใหม่เหมือนรุ่นที่ผ่านมา พร้อมด้วยเข็มทรงดาบและเข็มวินาทีที่ออกแบบให้มีขนาดใหญ่เพื่อเน้นประโยชน์ที่สะดวกต่อการดูเวลา โดยทั้งตัวเลขและเข็มได้รับการถมด้วยสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) สีขาว ที่เปล่งแสงสีเขียวระเรื่อในความมืด ส่วนบริเวณ 6 นาฬิกา ประดับชื่อ ‘Pilot’ ในฟอนต์แบบเก่า เพื่อสะท้อนถึงรากเหง้าของคอลเลกชั่น นำเสนอใน 2 เวอร์ชั่น ได้แก่เวอร์ชั่น 3 เข็ม พร้อมช่องหน้าต่างแสดงวันที่ทรงสี่เหลี่ยมคางหมูที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกา และเวอร์ชั่นโครโนกราฟที่วางวงหน้าปัดย่อยแบบ ‘Bi-compax’ (ไบคอมแพ็กซ์) ในสีเดียวกัน และเน้นการตกแต่งแทร็คเวลาบนขอบหน้าปัดให้มีความละเอียดมากขึ้น เพื่อใช้แสดงค่าจับเวลาระดับ 1/5 วินาที ร่วมกับการแสดงค่าจับเวลา 30 นาที ภายในหน้าปัดย่อยที่ 3 นาฬิกา และโดดเด่นด้วยช่องหน้าต่างแสดงวันที่แบบ ‘Big Date’ (บิ๊ก เดท) พร้อมเส้นกรอบสีขาว ซึ่งแสดงตัวเลขวันที่สีขาวบนวงดิสก์สีน้ำเงินในเฉดที่เข้มกว่าสีหน้าปัดหลัก 2 ชุด โดยจัดวางให้ลอยเหนือตำแหน่ง 6 นาฬิกา เล็กน้อย

 

การทำงานของเวอร์ชัน 3 เข็ม ใช้กลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) ออโตเมติก Cal.El Primero 3620 ขณะที่รุ่นโครโนกราฟบรรจุด้วยกลไก ‘In-house’ ออโตเมติกโครโนกราฟ Cal.El Primero 3652 พร้อมระบบจับเวลาแบบ ‘Flyback’ (ฟลายแบ็ก) ให้สามารถเริ่มจับเวลาใหม่อย่างต่อเนื่องได้ทันที กลไกทั้ง 2 ชุด มีความถี่การทำงานเท่ากันที่ 36,000 ครั้ง/ชั่วโมง รวมถึงค่าพลังงานที่สามารถกักเก็บได้ 60 ชั่วโมง สะสมด้วยโรเตอร์ขึ้นลานเคลือบดำแบบฉลุโปร่งที่ดูทันสมัย เปิดโอกาสให้ชมการทำงานของเครื่องที่มีรายละเอียดแตกต่างกันผ่านฝาหลังกรุคริสตัลแซพไฟร์ จับคู่มากับสายยางบุผ้าใยสังเคราะห์ ‘Cordura’ (คอร์ดูรา) สีน้ำเงิน และสายหนังลูกวัวสีน้ำตาลสำหรับผู้ที่อยากปรับบุคลิกของนาฬิกาให้ดูคลาสสิก จัดสนนราคาสำหรับรุ่น 3 เข็ม เอาไว้ที่ 7,500 ฟรังก์สวิส หรือประมาณ 310,000 บาท และ 11,400 ฟรังก์สวิส หรือราวๆ 470,000 บาท ในรุ่นโครโนกราฟ ทั้ง 2 รุ่น เป็นการจัดจำหน่ายผ่านบูติก รวมถึงช็อปออนไลน์ของ Zenith เท่านั้น

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up