UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesAUDEMARS PIGUET ROYAL OAK DOUBLE BALANCE WHEEL OPENWORKED - เครื่องโปร่งกับ 3 วัสดุ

AUDEMARS PIGUET ROYAL OAK DOUBLE BALANCE WHEEL OPENWORKED – เครื่องโปร่งกับ 3 วัสดุ

by: ‘TomyTom’

 

Audemars Piguet (โอเดอมาร์ส ปิเกต์) เผยโฉม 3 รุ่นรหัสใหม่ของ Royal Oak Double Balance Wheel Openworked (รอยัล โอ๊ก ดับเบิล บาลานซ์ วีล โอเพนเวิร์กด์) ในเรือนร่างขนาด 41.0 มิลลิเมตร ที่แตกต่างกันด้วยวัสดุกับรายละเอียดการใช้สี โดยมีทั้งตัวเรือนสเตนเลสสตีล ตัวเรือนเซรามิกสีดำ และตัวเรือนทอง 18K โดยเวอร์ชั่นเซรามิกสีดำนั้นเป็นงานผลิตแบบ ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) ที่จำกัดจำนวนไว้แค่ 150 เรือน

MITSUBISHI

 

ตัวเรือนขนาด 41.0 มิลลิเมตร และสายที่เป็นวัสดุเดียวกันนั้น ได้รับการตกแต่งอย่างที่คุ้นตากันดีของ Royal Oak นั่นก็คือการปัดลายซาตินร่วมกับการขัดเงาเพื่อเน้นให้เห็นเหลี่ยมมุมเชิงเรขาคณิตของดีไซน์ ส่วนฝาหลังเป็นแบบกรุคริสตัลแซพไฟร์ การกันน้ำกระทำได้ถึง 50 เมตร ส่วนความหนาโดยรวมของเวอร์ชั่นเรือนสเตนเลสสตีลจะอยู่ที่ 9.9 มิลลิเมตร ขณะที่อีก 2 เวอร์ชั่น จะอยู่ที่ 10.1 มิลลิเมตร ซึ่งเอาเข้าจริงก็แทบจะไม่แตกต่างกัน

 

เครื่องที่ทำงานอย่างแม่นยำในนาฬิกาทั้ง 3 รุ่น นี้ก็คือ Cal.3132 กลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) อัตโนมัติ สำรองพลังงานได้ 45 ชั่วโมง ความถี่การทำงาน 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง บอกเวลา 3 เข็ม ขนาด 26.6 มิลลิเมตร หนาเพียง 4.4 มิลลิเมตร จำนวนชิ้นส่วนรวม 245 ชิ้น ใช้ทับทิม 38 เม็ด มาในโครงสร้างแบบ ‘Open-worked’ ที่แสนงดงาม ติดตั้งจักรกลอก 2 ชุด อันเป็นรูปแบบกลไกที่ทางแบรนด์จดสิทธิบัตรไว้ รูปแบบกลไกนี้เปิดตัวครั้งแรกในปี 2016 ด้วยจุดประสงค์เพื่อเพิ่มความเที่ยงตรงและสเถียรภาพให้กับการควบคุมเวลา จักรกลอกทั้ง 2 ซึ่งมีสายใยจักรกลอกเป็นของตนเองนี้จะประกอบอยู่บนแกนเดียวกัน และเชื่อมโยงการทำงานกันอย่างสมบูรณ์ด้วยระบบที่ออกแบบไว้

 

จักรกลอกนี้สามารถมองเห็นได้ทั้งจากด้านหน้าและด้านหลัง โดยมีสะพานจักรฉลุโปร่งยึดอยู่ สะพานจักรที่เป็นแบบ ‘Open-worked’ นั้นถูกตัดและฉลุอย่างแม่นยำด้วยเครื่อง CNC และตกแต่งผิวด้วยเทคนิคเก่าแก่ต่างๆ ด้วยมือ ชิ้นโรเตอร์ก็เป็นแบบ ‘Open-worked’ ด้วยเช่นกัน โดยเวอร์ชั่นเรือนสเตนเลสสตีลจะเป็นสีเงิน เวอร์ชั่นเรือนทองเป็นทอง และเวอร์ชั่นเรือนเซรามิกสีดำจะเป็นทองชมพู

 

2 ใน 3 เวอร์ชั่น อันได้แก่เวอร์ชั่นสเตนเลสสตีล และเวอร์ชั่นเซรามิกสีดำ จะใช้สีทองชมพูกับโครงสร้างของกลไก เพื่อให้เล่นกับแสงอย่างงามหรูและอบอุ่น สอดคล้องกับสีของวงขอบหน้าปัดอันเป็นที่ติดตั้งแท่งหลักชั่วโมงและสเกลกับชื่อแบรนด์ที่พิมพ์ด้วยสีดำ รวมไปถึงสีของสกรูที่ยึดอยู่ ณ ตำแหน่ง 8 มุมของขอบตัวเรือน โดยหลักชั่วโมงและเข็มชั่วโมงกับเข็มนาทีของเวอร์ชั่นสเตนเลสสตีลนั้นทำจากทองขาว 18K เคลือบสารเรืองแสงสีขาวบนหลักชั่วโมง เข็มชั่วโมง และเข็มนาที ขณะที่เวอร์ชั่นเรือนเซรามิกสีดำ หลักชั่วโมงและเข็มจะเคลือบด้วยโรเดียมสีดำเพื่อให้เข้ากับสีของตัวเรือน แต่แต้มสารเรืองแสงสีขาวเช่นกัน ทั้งยังบ่งบอกความพิเศษด้วยข้อความ ‘Limited Edition 150 Pieces’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น 150 พีเซส) สลักอยู่บนฝาหลังไทเทเนียมกรุคริสตัลแซพไฟร์ด้วย

 

สำหรับเวอร์ชั่นเรือนทอง 18K นั้นจะต่างออกไปด้วยการใช้โครงสร้างกลไกและวงขอบหน้าปัดเป็นสีเทาแอนธราไซต์ตัดกับความอร่ามของตัวเรือน โดยสเกลและชื่อแบรนด์จะถูกพิมพ์ด้วยสีขาว และใช้ชิ้นหลักชั่วโมงและเข็มเป็นทอง เคลือบด้วยสารเรืองแสงสีขาว เพื่อความสอดคล้องกับตัวเรือน และอ่านค่าได้อย่างชัดเจน

 

ราคาสำหรับเวอร์ชั่นเรือนสเตนเลสสตีล ตั้งเอาไว้ที่ 66,500 สวิสฟรังก์ หรือราว 2.710 ล้านบาท ส่วนเวอร์ชั่นเรือนเซรามิกสีดำ ผลิตจำนวนจำกัด 150 เรือน และเวอร์ชั่นเรือนทอง 18K ตั้งไว้เท่ากันที่ 88,000 สวิสฟรังก์ หรือราว 3.586 ล้านบาท

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up