UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesBELL & ROSS BR 03 41MM - ลดไซส์ ไม่ลดสวย

BELL & ROSS BR 03 41MM – ลดไซส์ ไม่ลดสวย

by: ‘Mr.Big’

 

เมื่อเอ่ยถึง BR 03 (บีอาร์ ซีโรธรี) ของ Bell & Ross (เบล แอนด์ รอส) นี่คือคอลเลกชั่นที่เป็นหนึ่งในซิกเนเจอร์สำคัญของแบรนด์ สามารถครองความนิยมมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2006 ด้วยรูปแบบดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากแผงหน้าปัดที่ติดตั้งอยู่ภายในค็อกพิทเครื่องบิน กับการทำงานที่เชื่อถือได้ในคุณภาพที่เหนือระดับ และวันนี้ Bell & Ross ก็ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในเรื่องของขนาดให้กับ BR 03 หลังจากที่เปิดตัวรุ่นขนาด 42.0 มิลลิเมตร มาตั้งแต่ปี 2006 และก็ใช้เป็นไซส์หลักมาตลอดระยะเวลา 17 ปี และวันนี้ก็ได้ปรับลดขนาดลงมาอยู่ที่ 41.0 มิลลิเมตร เพื่อเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับเทรนด์นิยมของยุคสมัยปัจจุบัน

MITSUBISHI

 

การปรับเปลี่ยนไซส์ของ BR 03 ลงมาอยู่ที่ขนาด 41.0 มิลลิเมตร กับความหนา 10.6 มิลลิเมตร ในครั้งนี้ ยังคงรักษาดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ไว้อย่างครบถ้วน และถึงแม้จะเป็นการลดขนาดลงมาเพียงแค่ 1.0 มิลลิเมตร แต่ก็รู้สึกได้ถึงองค์ประกอบในความแตกต่างของแต่ละรายละเอียด อย่างแรกคือขนาดความกว้างของขาสายที่ปรับให้แคบลง ซึ่งแต่เดิมมีขนาดอยู่ที่ 4.5 มิลลิเมตร ปรับลดลงมาเหลือ 4.0 มิลลิเมตร เพื่อให้ดูสมมาตรมากขึ้น 2 คือแนวสันเหลี่ยมขอบตัวเรือนที่มีการปาดมุมองศาที่เอียงชัดขึ้นกว่าเดิม ในขณะที่สกรูซึ่งยึดเอาไว้ทั้ง 4 มุม ก็ถูกปรับตำแหน่งให้ชิดขอบวงแหวนกรอบหน้าปัดมากขึ้น และเมื่อสังเกตเม็ดมะยม จะเห็นได้ว่ามีส่วนของคอโผล่ออกมาคล้ายกับรุ่นแรก แต่มีความยาวกว่าเล็กน้อย และไม่เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงภายนอกเท่านั้น ด้านกลไกการทำงานซึ่งถึงแม้ว่าจะยังคงใช้กลไกออโตเมติก Cal.BR-302 แต่ก็เพิ่มขีดความสามารถในการสำรองพลังงานขึ้นเป็น 54 ชั่วโมง จากเดิมที่กักเก็บได้เพียงแค่ 38 ชั่วโมง เท่านั้น ส่วนความถี่ยังอยู่ในระดับ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง เช่นเดิม

 

ในเบื้องต้น Bell & Ross แนะนำคอลเลกชั่น BR 03 ไซส์ใหม่เฉพาะรุ่น 3 เข็ม พร้อมวันที่เท่านั้น ยังมิได้เผยโฉมขนาดใหม่ในฟังก์ชันอื่น แต่ก็ได้นำเสนอรุ่นนี้ออกมาหลายเวอร์ชั่นที่มีความแตกต่างทั้งในส่วนของสีหน้าปัดและตัวเรือน โดยจัดมาให้ 8 เวอร์ชั่น ให้เลือกสวมใส่อย่างเหมาะสมตามบุคลิกที่แต่ละคนชื่นชอบ ได้แก่ตัวเรือนสเตนเลสสตีลพร้อมงานปัดด้านบนพื้นผิวส่วนหน้า สลับกับงานขัดมันบริเวณสันขอบ กับทางเลือกของหน้าปัด 4 เฉดสี ได้แก่สีดำด้าน สีน้ำเงินหรือสีน้ำตาลทองผิวปัดลายรัศมี และสีแซลมอนพร้อมงานปัดลายซาตินในแนวดิ่ง กับตัวเรือนเซรามิกสีดำผิวทรายอีก 4 รูปแบบหน้าปัด ได้แก่หน้าปัดสีดำตัดกับเข็มและหลักชั่วโมงสีขาว หน้าปัดสีดำกับเข็มและหลักชั่วโมงสีอิฐ หน้าปัดสีดำล้วนแบบ ‘Phantom’ (แฟนธอม) ที่หลักชั่วโมงและเข็มเป็นสีดำทั้งหมด และหน้าปัดสีกากีกับหลักชั่วโมงและเข็มสีดำ ทุกรุ่นใช้สารเรืองแสง ‘Super-LumiNova®’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) เพื่อเพิ่มความสว่างในการดูเวลาในที่มืด ยกเว้นเฉพาะรุ่นตัวเรือนเซรามิกแบบ ‘Phantom’ และรุ่นหน้าปัดสีกากี ที่ผลิตหลักชั่วโมงจากวัสดุเรืองแสงขึ้นรูปที่เรียกว่า ‘Bilight®’ (ไบไลท์) ขณะที่การแสดงวันที่ยังถูกวางตำแหน่งเอาไว้ระหว่าง 4-5 นาฬิกาเช่นเดิม และใช้จานดิสก์ที่มีสีเดียวกับหน้าปัด สร้างความกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว

 

สำหรับการกันน้ำยังคงมั่นใจได้ที่ระดับ 100 เมตร จัดประกอบกับสายหนัง หรือสายยางในสีสันและดีไซน์ที่ทำมาเพื่อให้แมทช์กันในแต่ละรุ่น สามารถเป็นเจ้าของกันได้ในสนนราคาตั้งแต่ 3,500-4,200 ฟรังก์สวิส หรือราว 140,000-170,000 บาท

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up