UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesFRÉDÉRIQUE CONSTANT CLASSIC RUNABOUT AUTOMATIC BLUE - คู่สปอร์ตหรูหน้าน้ำเงินโดดเด่น

FRÉDÉRIQUE CONSTANT CLASSIC RUNABOUT AUTOMATIC BLUE – คู่สปอร์ตหรูหน้าน้ำเงินโดดเด่น

by: ‘Mr.Big’

ใครที่กำลังรอเวอร์ชั่นใหม่ของคอลเลกชั่น Runabout (รันอะเบาท์) จาก Frédérique Constant (เฟรเดริค คองสตองท์) ล่าสุดทางแบรนด์ได้เผยโฉมออกมาให้ชมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยนำเสนอมาพร้อมความโดดเด่นของพื้นหน้าปัดสีน้ำเงินเฉดใหม่ ไม่เหมือนกับรุ่นที่ผ่านมา โดยปรับความเข้มลดลงและเติมความสว่างวาวเข้าไปอย่างสวยงาม จนดูราวกับสีของน้ำทะเลในมหาสมทุร ภายใต้อรรถรสที่ยังคงความคลาสสิกไว้ได้อย่างมีเสน่ห์ และนี่คือ Classics Runabout Automatic Blue (คลาสสิกส์ รันอะเบาท์ ออโตเมติก บลู)

MITSUBISHI

 

คอลเลกชั่น Runabout เริ่มสายการผลิตมาตั้งแต่ปี 2009 เมื่อ Frédérique Constant ประสานความร่วมมือกับ ‘Riva Historical Society’ (รีว่า ฮิสตอริคัล โซไซตี) หรือ ‘RHS’ (อาร์เอชเอส) ซึ่งเป็นสมาคมอนุรักษ์เรือ ‘Runabout’ ที่ Carlo Riva (คาร์โล ริวา) ก่อตั้งขึ้นในอิตาลี เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฟื้นฟูและสืบสานตำนานเรือยอชต์ไม้อันเลิศหรูที่นิยมกันในยุค 1920-1960s ให้คงอยู่ต่อไป จากจุดนั้นจึงกลายเป็นแรงบันดาลใจในการกำเนิดคอลเลกชั่น Runabout และในปีที่ 15 นี้ก็ได้เผยโฉมเวอร์ชั่นใหม่ภายใต้เสน่ห์จากสีสันแห่งท้องทะเล โดยจัดมาใน 2 ขนาด ให้รองรับได้ทั้งกับข้อมือบุรุษและสตรี ได้แก่ขนาด 42.0 มิลลิเมตร และ 36.0 มิลลิเมตร ซึ่งทั้ง 2 รุ่น ล้วนสร้างสรรค์จากสเตนเลสสตีลที่มอบสัมผัสสไตล์สปอร์ตหรูด้วยการขัดเงาทั่วทั้งเรือน กรุกระจกหน้าปัดชนิดคริสตัลแซพไฟร์เคลือบสารกันการสะท้อน และกันน้ำได้ 50 เมตร

 

หน้าปัดสะท้อนความโดดเด่นของสีน้ำเงินเฉด ‘Electric Blue’ (อิเล็กทริก บลู) ที่ให้ความรู้สึกร่วมสมัย และสดชื่นราวกับได้มองสีของทะเล และยังเพิ่มความน่าสนใจด้วยลายสลัก ‘Clous de Paris’ (กลูส์ เดอ ปารีส์) ฉายมิติของแสงสะท้อนจากมุมเหลี่ยมพีระมิดได้อย่างน่าชม ตัดกับงานปัด ‘Sunray’ (ซันเรย์) บนพื้นผิวเรียบของวงหน้าปัดด้านนอก แผ่กระจายไปยังแนวขอบเอียงที่ตกแต่งสเกล 60 นาที ดีไซน์ของหน้าปัดรุ่นนี้ยังคงยึดรูปแบบจากรุ่นปี 2022 ทั้งในเรื่องของการวางตำแหน่ง รวมถึงรูปทรงของหลักชั่วโมงและเข็ม โดยหลักชั่วโมงใช้ตัวเลขอารบิกขนาดใหญ่ สลับกับทรงแท่งหนา เช่นเดียวกับเข็มที่ยังใช้ทรง ‘Alpha’ (อัลฟา) แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปและทำให้ดูโดดเด่นมากขึ้นก็คือการใช้สารเรืองแสงสี ‘Teal’ (ทีล) หรือสีเขียวหัวเป็ด เคลือบทั้งบนเข็มและหลักชั่วโมงให้กลมกลืนไปกับสีพื้นหน้าปัด โดยจัดแสดงเวลาแบบ 3 เข็ม พร้อมบอกวันที่ด้วยตัวเลขอารบิกสีดำบนจานวันที่สีขาว แสดงผ่านหน้าต่างทรงสี่เหลี่ยมซึ่งในรุ่นขนาด 42.0 มิลลิเมตร จะวางอยู่เหนือหลักชั่วโมงตำแหน่ง 6 นาฬิกา ขณะที่รุ่น 36.0 มิลลิเมตร จะถูกวางแทนที่หลักชั่วโมงไปเลย

 

แม้ทั้ง 2 รุ่น จะมีขนาดที่แตกต่างกัน แต่ภายในก็บรรจุเอาไว้ด้วยจักรกลทำงานชุดเดียวกัน นั่นคือกลไกออโตเมติก Cal.FC-303 ที่มีจำนวนทับทิมกันสึก 26 เม็ด ความถี่การทำงาน 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง สำรองพลังงานได้ 38 ชั่วโมง ติดตั้งมากับโรเตอร์สีทองซึ่งสามารถชื่นชมผ่านทางฝาหลังที่กรุด้วยคริสตัลแซพไฟร์ พร้อมลายพิมพ์โลโก้ใบเรือของ ‘Riva Historical Society’ ประกอบกับสายหนังลูกวัวปั๊มลายหนังจระเข้ เย็บตะเข็บด้วยด้ายสีฟ้า โดยทุกเรือนจะบรรจุมาในกล่องสุดหรูพร้อมโมเดลเรือยอชต์จำลองขนาดเล็ก และแต่ละรุ่นได้รับการผลิตมาในจำนวนจำกัดแค่ 1,888 เรือน ในราคา 84,000 บาท สำหรับรุ่นขนาด 42.0 มิลลิเมตร ส่วนในรุ่นขนาด 36.0 มิลลิเมตร ราคาในประเทศไทยยังไม่เปิดเผย แต่ป้ายในตลาดยุโรปติดไว้ที่ 1,595 ยูโร หรือราวๆ 64,000 บาท

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up