UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesJAEGER-LECOULTRE REVERSO ONE PRECIOUS COLOURS - ผสานสีสันกับความหรูหราไว้ในเอกลักษณ์

JAEGER-LECOULTRE REVERSO ONE PRECIOUS COLOURS – ผสานสีสันกับความหรูหราไว้ในเอกลักษณ์

by: ‘Mr.Big’

 

ในปีนี้ นอกจากที่ Jaeger-LeCoultre (เจเกอร์-เลอคูลทร์) จะแนะนำสมาชิกใหม่จากคอลเลกชั่น Reverso (รีเวอร์โซ) ที่มาในรูปแบบสปอร์ตโครโนกราฟ และผลงานประดิษฐกรรมซับซ้อนแบบสุดขั้วไปแล้ว ล่าสุดยังเสนอผลงานสร้างสรรค์ที่เป็นการหลอมรวมเอกลักษณ์ด้านการออกแบบในเส้นสายสะอาดตาสไตล์ ‘Art Déco’ (อาร์ต เดโค) เข้ากับคุณค่าความหรูหราของอัญมณีที่เฉิดฉายด้วยประกายแห่งสีสันเลอค่า ซึ่งทำมาเพื่อข้อมือสุภาพสตรีผู้มีรสนิยมอีกด้วย และนี่คือ Reverso One Precious Colours (รีเวอร์โซ วัน พรีเซียส คัลเลอร์ส)

MITSUBISHI

 

ผลงานสร้างสรรค์นี้มาจากฝีมือของช่างผู้ชำนาญจาก ‘Métiers Rares®’ (เมติเยร์ส แรร์ส) ที่มากด้วยทักษะ ภายในเวิร์กช็อปของ Jaeger-LeCoultre ซึ่งแปลงโฉมเรือนเวลา Reverso ให้เต็มไปด้วยความสวยสดงดงาม หรูหรา และเปี่ยมด้วยคุณค่า โดยตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบพลิกกลับได้ ขนาด 40.0 x 20.0 มิลลิเมตร หนา 9.09 มิลลิเมตร ตกแต่งด้วยสีสันแบบวางสลับโทนที่เกิดขึ้นจากการเพนท์ด้วยเทคนิค ‘Miniature-painted’ (มินิเอเจอร์เพนเตด) ลงบนเนื้อทองที่ผ่านการเคลือบลงยา โดยนำเสนอใน 2 รูปแบบ ได้แก่ตัวเรือนที่ผลิตจากทองขาว 18K สลับกับงานเพนท์ในเฉดสีเขียว หรือตัวเรือนทองชมพู 18K ที่มอบความงามหรูด้วยการฝังเพชรสลับงานเพนท์ในเฉดสีน้ำเงินน่าหลงใหล

 

เฉดสีต่างๆ ที่ปรากฏจะถูกแบ่งด้วยการตัดเส้นเป็นกรอบเรขาคณิต และเพนท์ลงบนพื้นที่ภายในอย่างระมัดระวังเป็นบล็อกสี ซึ่งถูกวางเชื่อมต่อกันแบบไร้ช่องว่าง โดยงานเพนท์ทั้งหมดนี้จะปรากฏอยู่ทั่วตัวเรือนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จากนั้นจึงนำไปเคลือบด้วยเทคนิค ‘Grand Feu’ (กรองด์ เฟอ) เพื่อให้ได้สีสันที่สวยงามและติดคงทน ซึ่งการเคลือบผิวดังกล่าวถือเป็นความท้าทายสำหรับช่างฝีมืออย่างยิ่ง เพราะต้องคำนึงถึงความสม่ำเสมอของเม็ดสีในแต่ละเฉดที่แตกต่างกัน ซึ่งการเคลือบต้องผ่านขั้นตอนการเผาด้วยอุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียสนั้น อาจทำให้เม็ดสีบางส่วนเปลี่ยนไปได้ ดังนั้นในกระบวนการเคลือบของเรือนเวลารุ่นนี้จึงต้องทำซ้ำมากถึง 15 ครั้ง และผ่านขั้นตอนการอบแห้งที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการทำเฉลี่ยถึง 80 ชั่วโมง เลยทีเดียว

 

หลังจากขั้นตอนการเคลือบสีและลงยา ตัวเรือนจะถูกส่งต่อไปยังฝ่ายช่างอัญมณี ซึ่งจะต้องจัดการเจียระไนเพชรและฝังยึดลงบนส่วนที่ถูกจัดเป็นช่องด้วยความแม่นยำ ไม่ให้รุกล้ำเส้นกรอบที่จัดแบ่งเอาไว้ โดยขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลาในการสร้างสรรค์เฉลี่ยถึง 48 ชั่วโมง รวมเพชรที่นำมาประดับอยู่บนนาฬิกาเรือนนี้ทั้งสิ้น 277 เม็ด น้ำหนักราว 1.6 กะรัต และเพื่อให้รับกับประกายสีสันที่สวยสดใส หน้าปัดของรุ่นนี้จึงใช้เปลือกหอยมุกสีขาวสะอาดละมุน ตกแต่งด้วยตัวเลขอารบิกสีดำในฟอนต์ที่ให้อารมณ์คลาสสิก เรียบง่ายด้วยการแสดงเวลาแบบ 2 เข็ม ด้วยเข็มทรง ‘Dauphine’ (ดอฟีน) อันเป็นดีไซน์ซิกเนเจอร์ของ Reverso One แทบทุกรุ่น

สำหรับจักรกลการทำงานที่ขับเคลื่อนนาฬิกาเรือนนี้คือกลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) ไขลาน Cal.846 ซึ่งเป็นคาลิเบอรที่มักจะถูกบรรจุอยู่ในคอลเลกชั่น Reverso รุ่นที่มีขนาดเล็ก หรือในคอลเลกชั่น Rendez-Vous (รองเดซ์วูส์) รุ่นมินิบางรุ่น ทำงานด้วยความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง ติดตั้งทับทิมกันสึก 18 เม็ด และมอบกำลังสำรองลานที่ 38 ชั่วโมง ประกอบกับสายหนังจระเข้เคลือบผิวเป็นมันเงา ซึ่งย้อมสีสันมาให้เข้ากับสีที่เพนท์อยู่บนตัวเรือน โดยเป็นงานผลิตแบบ ‘Limited Edition’ (ลิมิเต็ด เอดิชั่น) แต่ทางแบรนด์ไม่ได้มีการเปิดเผยจำนวนและราคาเอาไว้ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดต่างๆ ได้จากทางแบรนด์โดยตรง

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up