UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesLONGINES HYDROCONQUEST GMT 43 MM – ดำน้ำพร้อมฟังก์ชัน GMT ขนานแท้ ในไซส์ที่ใหญ่ขึ้น

LONGINES HYDROCONQUEST GMT 43 MM – ดำน้ำพร้อมฟังก์ชัน GMT ขนานแท้ ในไซส์ที่ใหญ่ขึ้น

by: ‘Mr.Big’

 

ในขณะที่แบรนด์นาฬิกาส่วนใหญ่สร้างสรรค์นาฬิกาโดยจับทิศทางความนิยมของผู้คน ซึ่งปัจจุบัน เทรนด์การสวมใส่นาฬิกาของผู้คนได้หันกลับมาสนใจนาฬิกาไซส์เล็กกันมากขึ้น เป็นเหตุให้ระยะหลังมานี้คอลเลกชั่นใหม่ๆ จากแบรนด์ดังๆ ที่ออกมาส่วนมากจึงมีขนาดที่เล็กลง แต่นั่นคงไม่ใช่กับ HydroConquest GMT (ไฮโดรคองเควสต์ จีเอ็มที) เวอร์ชั่นล่าสุดจาก Longines (ลองจินส์) ที่ขยับไซส์ให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม หลังจากที่ได้เปิดตัวรุ่นขนาด 41.0 มิลลิเมตร ในปีที่แล้ว มาเป็นขนาด 43.0 มิลลิเมตร สวนกระแสความนิยมต่อนาฬิกาเรือนเล็กอย่างท้าทาย

 

เวอร์ชั่นขนาด 43.0 มิลลิเมตร ที่ออกมาใหม่นี้ ยังคงนำรูปแบบดีไซน์จากรุ่นขนาด 41.0 มิลลิเมตร มาใช้เป็นหลัก เนื่องจากในรุ่นก่อนหน้าได้มีการปรับปรุงดีไซน์ขนานใหญ่มาแล้ว เรือนเวลารุ่นนี้จึงเป็นการต่อยอดดีไซน์ใหม่ในขนาดที่ใหญ่ขึ้น เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบนาฬิกาดำน้ำเรือนใหญ่ๆ ซึ่งยังคงมีอยู่ไม่น้อย โดยนำเสนอมาในตัวเรือนสเตนเลสสตีลผิวปัดด้าน ซึ่งมีความหนาเท่ากับรุ่นก่อนหน้าที่ 12.9 มิลลิเมตร จึงเป็นนาฬิกาเรือนใหญ่แต่ไม่เทอะทะ และยังคงคุณสมบัติในการป้องกันสนามแม่เหล็กตามมาตรฐาน ISO 764 ซึ่งออกให้เฉพาะนาฬิกาที่ทดสอบแล้วว่ามีความทนทานต่อสนามแม่เหล็กกระแสตรงมากกว่า 4,800  A/m ซึ่งจะต้องรักษาความเที่ยงตรงไว้ที่ ±30 วินาที/วัน รวมถึงมีระดับการกันน้ำที่ความลึก 300 เมตร เท่าเดิม สร้างความมั่นใจให้กับการใช้งานด้วยการติดตั้งเม็ดมะยมแบบขันเกลียวพร้อมบ่าปกป้อง ส่วนขอบตัวเรือนสเตนเลสสตีลเป็นแบบปรับหมุนทิศทางเดียว และบากร่องให้สามารถปรับหมุนได้ถนัดมือ ด้านบนประกบด้วยแผ่นวงแหวนเซรามิค พร้อมสเกล 60 นาที และแทร็คเวลาช่วง 20 นาทีแรก สำหรับใช้กำหนดเวลาในการดำน้ำที่ปลอดภัย โดยมีฝาหลังแบบทึบ สลักตราสัญลักษณ์ Longines ลายลูกโลก

MITSUBISHI

 

หน้าปัดในรุ่นขนาด 43.0 มิลลิเมตร นำเสนอให้เลือกถึง 3 สี จับคู่กับสีของแผ่นวงแหวนเซรามิกบนขอบตัวเรือนอย่างเหมาะสม ได้แก่หน้าปัดสีดำหรือสีน้ำเงินกับวงขอบตัวเรือนสีเดียวกัน และหน้าปัดสีเขียวที่เข้าคู่กับวงขอบสีดำที่มีสเกลตัวเลขเป็นสีทองชมพูให้ความรู้สึกวินเทจ ทุกสีมาพร้อมงานขัดลาย ‘Sunburst’ (ซันเบิร์สต์) ติดตั้งเข็มและหลักชั่วโมงชุบโรเดียมรูปทรงเดียวกับรุ่นขนาด 41.0 มิลลิเมตร และเครื่องหมายสามเหลี่ยมคว่ำที่ 12 นาฬิกา เว้นเฉพาะรุ่นหน้าปัดสีเขียวที่ทำเข็มและหลักชั่วโมงเป็นสีทองชมพู รวมถึงใช้สารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) สีเบจเพื่อเสริมบุคลิกในแบบวินเทจ ขณะที่รุ่นหน้าปัดสีดำและสีน้ำเงินใช้สารเรืองแสงสีขาวตามปกติ แต่ไม่ว่าสีไหนก็จะเรืองแสงออกมาเป็นสีฟ้าในความมืด ส่วนการแสดงเวลาจัดมาแบบ 3 เข็ม ร่วมด้วยการแสดงวันที่ภายในช่องหน้าต่างพร้อมเส้นกรอบสีขาวที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา ด้วยตัวเลขอารบิกสีดำบนจานดิสก์สีขาว เว้นเฉพาะรุ่นหน้าปัดสีเขียวที่ใช้จานดิสก์สีเดียวกับหน้าปัด และตัวเลขอารบิกสีทองชมพู ส่วนการแสดงเวลาไทม์โซนที่ 2 ยังคงกระทำด้วยเข็มทรงลูกศร ซึ่งชี้บอกไปยังขอบหน้าปัดที่ตกแต่งด้วยสเกล 24 ชั่งโมง และทำการแบ่งภาคกลางวันและกลางคืนด้วยการทำแถบสีให้มีเฉดที่แตกต่างกันเล็กน้อย

 

เช่นเดียวกับการทำงานที่ยังคงใช้กลไกออโตเมติก Cal.L844.5 ประสานกับโมดูล GMT ขนานแท้ของ Longines หรือที่เรียกว่า ‘Traveler’s GMT’ (ทราเวเลอร์ส จีเอ็มที) ซึ่งจะบอกเวลา 24 ชั่วโมง สำหรับค่า ‘Home Time’ (โฮม ไทม์) ด้วยเข็มกลาง และปรับตั้งเข็มชั่วโมงสำหรับเวลา ‘Local Time’ (โลคัล ไทม์) เป็นจังหวะละ 1 ชั่วโมงได้โดยอิสระ กลไกชุดนี้ติดตั้งมากับสายใยจักรกลอกซิลิกอนที่มีคุณสมบัติปลอดต่อผลกระทบจากสนามแม่เหล็ก และมีทับทิมกันสึก 21 เม็ด ทำงานด้วยความถี่ 25,200 ครั้ง/ชั่วโมง สามารถสำรองพลังงานได้นานถึง 72 ชั่วโมง ประกอบกับสายสเตนเลสสตีลออกแบบข้อรูปอักษร ‘H’ ซึ่งเป็นดีไซน์ใหม่จากปีที่แล้ว หรือจะเลือกเป็นสายยางสีเดียวกับหน้าปัด (ยกเว้นรุ่นหน้าปัดสีเขียว) สามารถเลือกเป็นเจ้าของได้ในราคา 101,400 บาท หากติดตั้งมากับสายยาง และ 109,200 บาท เมื่อเลือกประกอบกับสายสเตนเลสสตีล

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up