UN HEADER 23
UN HEADER 23
Home Articles LONGINES ULTRA-CHRON DIVER - รีเอดิชั่นเรือนดำน้ำความถี่สูงรุ่นบุกเบิก

LONGINES ULTRA-CHRON DIVER – รีเอดิชั่นเรือนดำน้ำความถี่สูงรุ่นบุกเบิก

by: ‘TomyTom’

 

Longines (ลองจินส์) ยังคงเดินหน้ารื้อฟื้นประวัติศาสตร์แห่งตนอย่างไม่หยุดยั้ง และถึงแม้จะมี Legend Diver (เลเจนด์ ไดเวอร์) นาฬิกาดำน้ำสุดอมตะอยู่ในพอร์ตคอลเลกชั่นปัจจุบันอยู่แล้ว ล่าสุดก็ยังนำเอาเรือนดำน้ำตระกูลเด็ดในอดีตจากสายพันธ์ุนาฬิกาจักรกลความถี่สูงและความเที่ยงตรงสูง Ultra-Chron (อัลตราครอน) มาสร้างขึ้นใหม่อีกหนในแบบ ‘Re-edition’ (รีเอดิชั่น) แล้วบรรจุไว้ในคอลเลกชั่นนาฬิกาแบบ Sport (สปอร์ต) ในกลุ่ม Diving (ไดวิง) โดยนำต้นแบบมาจากหนึ่งในนาฬิกาเครื่องความถี่สูงรุ่นบุกเบิกในตลาดโลก ทั้งยังเป็นหนึ่งในนาฬิกาดำน้ำกลไกความถี่สูงแบบแรกๆ ของโลก นั่นก็คือ Ultra-Chron Diver (อัลตราครอน ไดเวอร์)

MITSUBISHI

 

เป็นที่ยอมรับกันในระดับสากลมาตั้งแต่ยุคก่อนวิกฤตการณ์ควอตซ์ในช่วงทศวรรษ 70s แล้วว่ากลไกนาฬิกาจักรกลความถี่สูงนั้นอย่างต่ำจะต้องมีความถี่สูงกว่ากลไกจักรกลทั่วไป ซึ่งโดยมากจะอยู่ที่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง หรือ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง นั่นก็คือเริ่มตั้งแต่ 36,000 ครั้ง/ชั่วโมง เป็นต้นไป โดยในวงการการสร้างนาฬิกาข้อมือนั้นเริ่มที่จะตื่นตัวในการสร้างกลไกประเภทนี้ขึ้นมาในช่วงทศวรรษ 60s เริ่มจากการสร้างขึ้นเพื่อเข้าร่วมแข่งขันความเที่ยงตรงของนาฬิกากันก่อน แล้วจึงนำมาสู่การผลิตจำหน่ายจริง ซึ่งผู้ที่นำออกจำหน่ายก่อนก็คือ นาฬิกา HF (เอชเอฟ) ของ Girard-Perregaux (จิราร์-แปร์เรอโกซ์) ณ ต้น ค.ศ. 1966 และ Longines รุ่น Ultra-Chron ณ ปลาย ค.ศ. 1966 ตามมาด้วย Seiko (ไซโก) ด้วยนาฬิกา Lord Marvel (ลอร์ด มาร์เวล) ณ ค.ศ. 1967 และ Zenith (เซนิธ) กับกลไกเลื่องชื่อตระกูล ‘El Primero’ (เอล พริเมโร) ณ ค.ศ. 1969 ส่วนบรรพบุรุษของพระเอกของเราในบทความนี้ถือกำเนิดขึ้นราว 2 ปีให้หลังจาก Ultra-Chron รุ่นแรก นั่นก็คือ ค.ศ. 1968 โดยใช้ชื่อว่า Ultra-Chron Diver และมีรหัสประจำตัวเป็น Ref.7970

Ultra-Chron Diver Ref.7970 รุ่นต้นฉบับจากช่วงปลายทศวรรษ 1960s

 

Ultra-Chron Diver เกิดขึ้นมาในร่างทรงหมอนอิงที่กันน้ำได้ 200 เมตร พร้อมดีไซน์หน้าปัดที่ถือว่าทันสมัย ณ ขณะนั้น มีจุดเด่นอยู่ที่การใช้เข็มนาทีเป็นสีแดงสด แมตช์กับขีดสเกลนาทีสีแดงบนขอบตัวเรือน โดยปรากฏสัญลักษณ์ความถี่กับข้อความ ‘Ultra-Chron’ อย่างชัดเจนบนหน้าปัด และขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Cal.Longines 431 ความถี่ 36,000 ครั้ง/ชั่วโมง เช่นเดียวกับ Ultra-Chron รุ่นแรก ซึ่งมอบความเที่ยงตรงอย่างน่าทึ่งในระดับความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 2 วินาที/วัน หรือ 1 นาที/เดือน ซึ่งเหนือกว่ามาตรฐานโครโนมิเตอร์ของ COSC อยู่มากเลยทีเดียว

เปรียบเทียบเรือนซ้ายรุ่นต้นฉบับ Ref.7970 เมื่อปลายยุค 60s และเรือนขวารุ่นรีเอดิชั่น ค.ศ. 2022

 

มาถึง ค.ศ. 2022 นี้ Longines ได้นำ Ultra-Chron Diver รุ่นปี 1968 มาเป็นต้นแบบในการรังสรรค์ขึ้นใหม่ในลุคที่ถอดแบบมาจากต้นฉบับ แต่กระทำการปรับแต่งสัดส่วนให้ดูทันสมัยขึ้น และนำวัสดุสมัยใหม่มาใช้ พร้อมการประจำการด้วยกลไกยุคใหม่เช่นเดียวกับที่กระทำกับรุ่นอื่นๆ ในกลุ่มคอลเลกชั่นที่เป็นนาฬิกาประเภทอ้างอิงจากเรือนในอดีต จึงบังเกิดเป็นหน้าตาแบบร่วมสมัยที่ยังคงบุคลิกของต้นฉบับเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับฝีมืออันยอดเยี่ยมแห่งทีมนักออกแบบของ Longines ณ ปัจจุบัน ตัวเรือนสเตนเลสสตีล ของรุ่นใหม่นี้มีขนาดใหญ่กว่า 41.0 มิลลิเมตร ของรุ่นต้นฉบับพอควร คือกลายเป็นขนาด 43.0 มิลลิเมตร หนา 13.4 มิลลิเมตร และเพิ่มประสิทธิภาพการกันน้ำขึ้นไปจนถึง 300 เมตร แต่ด้วยรูปทรงและงานผิวปัดลายสลับขัดเงาก็ช่วยหลอกตาให้ดูไม่ใหญ่เกินไปนัก แนวจมของเม็ดมะยมชนิดขันเกลียวขนาดใหญ่ดูน้อยกว่าต้นฉบับอย่างเห็นได้ชัด แนวแผ่นวงแหวนขอบตัวเรือนมีขนาดกว้างขึ้น และแนวบ่าตัวเรือนก็ดูบางลง แนวขาตัวเรือนยังคงสั้นโดยวัดขนาดจากด้านบนถึงด้านล่างได้ 48.0 มิลลิเมตร สิ่งเหล่านี้ทำให้รุ่น ‘Re-edition’ ดูทันสมัยขึ้น และยังดูสมดุลยิ่งขึ้นอีกต่างหาก ส่วนลักษณะของขอบตัวเรือนหมุนได้ทิศทางเดียวก็ยังดูคล้ายกับต้นฉบับมาก ไม่ว่าจะเป็นหยักที่แนวขอบ และแผ่นวงแหวนสีดำพิมพ์ขีดสเกลสีแดง ร่วมกับสารเรืองแสง ณ 4 ตำแหน่งหลัก แต่เปลี่ยนจากแผ่น ‘Bakelite’ (เบคไลท์) มาเป็นแผ่นคริสตัลแซพไฟร์บนพื้นหลังสีดำ ซึ่งก็เป็นอีกสิ่งที่ทำให้ดูทันสมัยขึ้น ส่วนกระจกหน้าปัดที่ยังคงเป็นทรงกล่องคล้ายเดิมนั้น ก็เปลี่ยนมาเป็นคริสตัลแซพไฟร์ตามยุคสมัย และเคลือบสารกันแสงสะท้อนมาให้ด้วย ขณะที่ฝาหลังชนิดล็อกเกลียวนั้นเป็นแบบแผ่นทึบที่สลักสัญลักษณ์ความถี่สูงและชื่อรุ่นเอาไว้อย่างสวยงาม

 

รายละเอียดบนหน้าปัดสีดำผิวเกรนของรุ่นใหม่นี้นับว่าเคารพต้นฉบับเป็นอย่างมาก เพราะยังคงรูปแบบใกล้เคียงกับของเดิมอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงเน้นเหลี่ยมสันของชิ้นหลักชั่วโมง และเข็มชั่วโมงกับเข็มนาที ลักษณะของหลักชั่วโมง 8 หลัก กับสเกลนาทีที่พิมพ์ด้วยสีขาว พื้นที่ของการเคลือบสารเรืองแสงเฉพาะบนหลักชั่วโมงหลักและเข็มชั่วโมงกับเข็มนาที เข็มนาทีที่เคลือบด้วยแลคเกอร์สีแดง ต่างไปจากเข็มชั่วโมงที่เคลือบด้วยโรเดียม ตลอดจนตำแหน่งและลักษณะของชิ้นตราสัญลักษณ์ ไปจนถึงฟอนต์ของข้อความบนหน้าปัด แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ เข็มวินาทีจากที่มีปลายศร กลับกลายเป็นแบบทรงเรียวธรรมดา และช่องหน้าต่างวันที่ ณ ตำแหน่ง 3 นาฬิกา ที่หายไป แทนที่ด้วยชิ้นหลักชั่วโมงซึ่งทำให้หน้าปัดดูสมดุลยิ่งขึ้น อีกอย่างที่ทำให้ดูไม่วินเทจจนเกินไปก็คือ สารเรืองแสงที่ใช้เป็น ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) สีเขียวอ่อนๆ มิได้จงใจใช้เป็นสีเบจเพื่อให้ดูย้อนยุค

 

เสน่ห์ที่น่าสนใจยิ่งนอกจากหน้าตาของ Ultra-Chron Diver รุ่นปี 2022 นี้ก็คือกลไกอัตโนมัติบอกเวลา 3 เข็มไร้วันที่ จำนวนทับทิม 25 ชิ้น ที่นำมาใช้ Cal.L836.6 อันเป็นรหัสใหม่ที่ไม่คุ้น เพราะให้ ETA กระทำการปรับแต่งกลไกอัตโนมัติขนาด 25.6 มิลลิเมตร จำนวนทับทิม 25 ชิ้น Cal.C07.811 อันเป็นหนึ่งในตระกูล ‘Powermatic 80’ (เพาเวอร์เมติก เอจธ์ตี) เสียใหม่ โดยถอดฟังก์ชันวันที่ออกไป และเพิ่มความถี่การทำงานของจักรกลอกที่ใช้สายใยซิลิกอน จาก 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง ขึ้นไปเป็น 36,000 ครั้ง/ชั่วโมง เพื่อให้กลายเป็นกลไกความถี่สูงเทียบเท่ากับรุ่นต้นฉบับ ซึ่งก็เป็นผลข้างเคียงให้ระดับการสำรองพลังงานกระทำได้น้อยลง โดยลดจาก 80 ชั่วโมง ลงมาอยู่ที่ 52 ชั่วโมง แต่ก็ชดเชยด้วยการได้มาซึ่งอัตราความเที่ยงตรงที่สูงกว่า ทั้งยังนำไปผ่านการทดสอบมาตรฐานโครโนมิเตอร์ ซึ่งหนนี้ไม่ได้ใช้บริการของ COSC แต่ไปใช้การทดสอบของ ‘Timelab’ (ไทม์แล็บ) ในเจนีวาแทน ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สูงกว่า เพราะเป็นการทดสอบในขณะที่กลไกประกอบเข้ากับตัวเรือนแล้ว เพื่อให้สามารถใช้คำว่า ‘Ultra-Chronometer’ (อัลตราโครโนมิเตอร์) ซึ่ง Longines บัญญัติขึ้นมาใช้ใหม่ โดยสลักเด่นเป็นสง่าไว้ที่ฝาหลังแทนคำว่า ‘Chronometer’ เฉยๆ ได้โดยไม่ผิดธรรมเนียม

 

Longines Ultra-Chron Diver รุ่น ‘Re-edition’ เปิดตัวใน 4 ทางเลือก คือจับคู่มากับสายสเตนเลสสตีล 7 แถวดีไซน์เรโทร หรือกับสายหนังสีน้ำตาลเข้มพร้อมหัวเข็มขัด และอีก 2 ทางเลือก ซึ่งเป็นการจับคู่กับสายสเตนเลสสตีลหรือสายหนัง แต่เพิ่มกล่องนาฬิกาใบโตทำจากไม้ ซึ่งมีสายแบบ ‘NATO’ (นาโต) สีดำคาดลายเส้นสีแดงที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล และอุปกรณ์สำหรับถอดเปลี่ยนสายบรรจุในกล่องมาให้ด้วย ราคาจำหน่ายถูกกำหนดไว้ที่ 3,000 ฟรังก์สวิส หรือราว 107,000 บาท หากมาคู่กับสายหนังเพียงอย่างเดียว 3,250 ฟรังก์สวิส หรือราว 115,900 บาท หากคู่กับสายสเตนเลสสตีลเพียงอย่างเดียว ไปจนถึง 3,300 ฟรังก์สวิส หรือราว 117,700 บาท หากคู่กับสายหนังและมีสาย ‘NATO’ มาให้สลับเปลี่ยน และ 3,500 ฟรังก์สวิส หรือราว 124,800 บาท หากคู่กับสายสเตนเลสสตีลและมีสาย ‘NATO’ มาให้สลับเปลี่ยน

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up