UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesNEW HAMILTON KHAKI AVIATION PILOT - ฝูงบินใหม่ ใน 2 ไซส์คูลๆ

NEW HAMILTON KHAKI AVIATION PILOT – ฝูงบินใหม่ ใน 2 ไซส์คูลๆ

by: ‘Mr.Big’

 

เป็นเวลากว่า 1 ศตวรรษ แล้วที่ Hamilton (ฮามิลตัน) เปิดหน้าประวัติศาสตร์ของตนในโลกแห่งการบิน หลังจากที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้จับเวลาเที่ยวบินในการส่งไปรษณีย์ทางอากาศ หรือ ‘US Airmail’ (ยูเอส แอร์เมล) เที่ยวบินแรกในปี 1918 ระหว่างมหานครนิวยอร์ก ไปยังกรุงวอชิงตัน ดีซี ตามกำหนดเวลา โดยใช้เครื่องบินสำหรับการฝึกรุ่น ‘Curtiss JN-4H’ (เคอร์ติสส์ เจเอ็นโฟร์เอช) หรือ ‘Jenny’ (เจนนี) ซึ่งเป็นเวลาไม่ถึง 1 ทศวรรษ หลังจากที่พี่น้องตระกูล Wright (ไรท์) ทำการบุกเบิกการบินได้สำเร็จในปี 1911 ซึ่งแม้ภารกิจการส่งไปรษณีย์ทางอากาศเที่ยวแรกของโลกจะประสบกับความล้มเหลว แต่ชื่อของ Hamilton ก็ได้ถูกจารึกอยู่ในความทรงจำ และยังคงปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์การบินของสหัฐฯ อีกหลายต่อหลายครั้ง นั่นจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ทางแบรนด์ภาคภูมิใจกับคอลเลกชั่นนาฬิกานักบิน โดยจัดเป็นกลุ่มนาฬิกาที่ถูกสร้างสรรค์มากที่สุดกลุ่มหนึ่งของแบรนด์ และวันนี้ Hamilton ขอแนะนำสมาชิกใหม่จากโลกแห่งการบิน กับเวอร์ชั่นใหม่ของ Khaki Aviation Pilot (กากี อาวิเอชั่น ไพลอท)

MITSUBISHI

 

เวอร์ชั่นใหม่ของเรือนนักบินยอดนิยม ยังคงมาพร้อมสไตล์แกร่งที่ผสมผสานรูปลักษณ์แห่งการบินเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัยอย่างลงตัว เพื่อให้เป็นเรือนสปอร์ตที่สามารถสวมใส่ได้ในหลากหลายกิจกรรม นำเสนอมาใน 2 ไซส์ ได้แก่ 42.0 มิลลิเมตร หนา 12.1 มิลลิเมตร ที่เหมาะกับข้อมือสุภาพบุรุษ และขนาด 36.0 มิลลิเมตร หนา 11.15 มิลลิเมตร อันเป็นขนาดในกลุ่ม ‘Boy Size’ (บอย ไซส์) ซึ่งสวมใส่ได้แบยูนิเซ็กซ์ ใช้สเตนเลสสตีลสุดแกร่งตามสไตล์นักบิน โดยรุ่น 36.0 มิลลิเมตร เพิ่มทางเลือกด้วยรุ่นเคลือบทองชมพูด้วยเทคนิค PVD อีกหนึ่งแบบ ส่วนเม็ดมะยม ดีไซน์ให้มีบ่าปกป้องเพื่อป้องกันการกระทบกระแทก และสามารถกันน้ำได้ถึง 100 เมตร

 

หน้าปัดของทั้ง 2 ขนาด ดีไซน์มาในเลย์เอาท์เดียวกัน โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่วงหน้าปัดชั้นในซึ่งติดตั้งตัวเลขอารบิกสำหรับการแสดงเวลา 12 ชั่วโมง ถัดมาคือวงหน้าปัดชั้นกลางที่ตกแต่งด้วยตัวเลขอารบิกบอกเวลาแบบ 60 นาที ร่วมด้วยหลักชั่วโมงทรงแท่งที่ตำแหน่ง 3, 6 และ 9 นาฬิกา และเครื่องหมายสามเหลี่ยมอันเป็นสัญลักษณ์ของนาฬิกานักบินที่ 12 นาฬิกา พื้นที่สุดท้ายคือขอบหน้าปัดที่ทำเป็นแนวลาด ติดตั้งแทร็คเวลาแบบเส้น แสดงเวลาแบบ 3 เข็ม ด้วยเข็มทรงดาบกึ่งโปร่งสีเงินนิกเกิลหรือสีทองชมพู เคลือบสารเรืองแสง ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) เกรด ‘X1’ (เอ็กซ์วัน) ไว้บนเข็มและหลักชั่วโมงทรงแท่งกับเครื่องหมายสามเหลี่ยม ในสีขาวหรือสีที่แมทช์กับสีหน้าปัด โดยรุ่นขนาด 42.0 มิลลิเมตร มีให้เลือกในสีเงิน สีเขียวขี้ม้า หรือสีน้ำเงิน ในผิวแบบด้านเพื่อเน้นการดูเวลาที่ชัดเจน ไม่ให้เกิดแสงสะท้อน ขณะที่รุ่น 36.0 มิลลิเมตร มีให้เลือกในสีดำด้าน สีเงิน หรือสีน้ำเงินมิดไนท์บลู ผิวปัดลายรัศมีเป็นเงาเพื่อสร้างบุคลิกที่โดดเด่น นอกจากนี้ในรุ่นขนาด 42.0 มิลลิเมตร ยังเพิ่มฟังก์ชันแสดงวันและวันที่ ผ่านบานหน้าต่างช่องคู่ที่ทอดตัวยาวอยู่ด้านในของตำแหน่ง 3 นาฬิกา ด้วย

 

ในส่วนของการทำงานนั้น รุ่นขนาด 36.0 มิลลิเมตร ยังคงใช้กลไกออโตเมติกเจ้าประจำอย่าง Cal.H-10 ขณะที่รุ่น 42.0 มิลลิเมตร ซึ่งมีการเพิ่มฟังก์ชัน ‘Day-Date’ (เดย์เดท) เลือกใช้ Cal.H-30 ซึ่งกลไกทั้ง 2 ชุด ล้วนผ่านการปรับแต่งให้มีคุณสมบัติที่ทรงพลังตามมาตรฐาน ‘Powermatic 80’ (เพาเวอร์เมติก เอจตี) โดย ‘Swatch Group’ (สวอทช์ กรุ๊ป) ซึ่งช่วยดึงประสิทธิภาพในการสำรองพลังงานให้ยาวนานถึง 80 ชั่วโมง พร้อมติดตั้งสายใยจักรกลอก ‘Nivachron™’ (นิวาครอง) ที่พลังงานสนามแม่เหล็กและการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิไม่อาจก่อผลกระทบต่อการทำงานใดๆ ได้ ทำให้การบอกเวลามีความเสถียร สร้างผลลัพธ์ที่เที่ยงตรง ภายใต้ความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง ติดตั้งทับทิมกันสึก 25 เม็ด และระบบแฮ็กเข็มวินาทีเพื่อความสะดวกในการตั้งเวลาที่แม่นยำมากขึ้น โดยเผยให้ชมการทำงานผ่านฝาหลังกรุคริสตัลแซพไฟร์

 

เรือนนักบินทั้ง 2 ขนาด จัดประกอบเข้ากับสายที่มีให้เลือกเป็นสายสเตนเลสสตีลที่ช่วยเสริมบุคลิกความสปอร์ตอันเข้มแข็ง หรือสายหนังที่สะท้อนดีไซน์คลาสสิกและความเป็นแฟชั่นอย่างลงตัว โดยสามารถเลือกจับจองเป็นเจ้าของกันได้แล้ววันนี้ในราคา 36,100 สำหรับเวอร์ชั่นสายหนัง และ 39,100 บาท สำหรับการจับคู่กับสายสเตนเลสสตีล เช่นเดียวกันทั้ง 2 ขนาดตัวเรือน

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up