UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesPIAGET POLO 79 - อร่ามหรูในดีไซน์ดั้งเดิม

PIAGET POLO 79 – อร่ามหรูในดีไซน์ดั้งเดิม

by: ‘Mr.Big’

 

ศักราช 2024 ที่เพิ่งเริ่มต้นนี้ ถือเป็นปีที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับ Piaget (เพียเจต์) อีกหนึ่งแบรนด์สวิสเก่าแก่ที่มีอายุครบรอบ 150 ปี ในปีนี้ ด้วยเหตุนี้ Piaget จึงเฉลิมฉลองวาระสำคัญด้วยการสร้างสรรค์เรือนเวลารุ่นพิเศษในฐานะตัวแทนแห่งช่วงเวลาอันน่าจัดจำ โดยนำเอาคอลเลกชั่นนาฬิกาสปอร์ตชุดแรกของแบรนด์อย่าง Polo (โปโล) ที่ได้แรงบันดาลใจจากกีฬาขี่ม้าโปโล มานำเสนอในดีไซน์สุดเอ็กซ์คลูซีพ โดยนำดีไซน์ของรุ่นดั้งเดิมที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1979 หรือเมื่อ 45 ปีที่แล้ว กลับมาอีกครั้ง ในเรือนร่างที่จัดเต็มด้วยความหรูหราของวัสดุล้ำค่า พร้อมกลไกทำงานอันบางเฉียบที่โด่งดังของแบรนด์ ทั้งหมดนี้ผสานออกมาเป็น Polo 79 (โปโล เซเวนตีไนน์)

MITSUBISHI

 

จากเรือนเวลาที่สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้จุดประสงค์เพื่อการเล่นกีฬา ให้มีความสามารถในการกันน้ำและกันกระแทกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ยังคงความหรูหราและล้ำค่าในแบบฉบับของ Piaget ภายใต้ตัวเรือนและสายที่ประกอบเข้ากันอย่างแนบเนียน วันนี้ Piaget นำรูปแบบสปอร์ตหรูจากอดีตของ Polo กลับมาอีกครั้งอย่างสมเกียรติ ภายใต้ชื่อ Polo 79 โดยนำเสนอในตัวเรือนและสายที่สร้างสรรค์จากทอง 18K แบบ ‘Full Gold’ (ฟูล โกลด์) เหมือนกับ Polo รุ่นแรก เพื่อสะท้อนถึงความเป็นเลิศด้านการเป็นผู้ผลิตเครื่องประดับอัญมณีสุดหรูหรา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาขาที่ Piaget มีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างมากจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ไม่แพ้งานสร้างสรรค์เครื่องบอกเวลา ตัวเรือนของ Polo 79 ถูกนำเสนอในขนาดที่ใหญ่กว่ารุ่นต้นฉบับเดิม คือ 34.0 มิลลิเมตร ปรับขึ้นเป็น 38.0 มิลลิเมตร กับความหนาเพียง 7.45 มิลลิเมตร เพื่อให้สวมใส่ได้อย่างสวยงามในแบบยูนิเซ็กซ์ โดยประกอบเข้ากับสายในรูปแบบ ‘Integrated’ (อินทีเกรเต็ด) ที่ดูดุจเนื้อเดียวกัน พื้นผิวของทั้งตัวเรือนและสายได้รับการวางสลับด้วยชิ้นบล็อกทอง ซึ่งเป็นคนละเลเยอร์กับส่วนหลัก ทำเป็นข้อแนวเส้นขวางในขนาดความกว้างที่เท่ากัน เกิดเป็นลวดลายที่เรียกว่า ‘Gadroons’ (กาดรูนส์) และสร้างมิติด้วยการขัดเป็นมันเงา ตัดกับพื้นผิวหลักที่ถูกปัดลายในแนวขวาง พร้อมติดตั้งเม็ดมะยมขนาดเล็กสลักยอดเป็นโลโก้อักษร ‘P’ (พี) ของ Piaget เพื่อไม่ให้รบกวนภาพแห่งทรวดทรงที่งดงามจนเกินไป ส่วนกระจกหน้าปัดเป็นคริสตัลแซพไฟร์ที่ทนต่อรอยขูดขีดได้ในระดับสูง เคลือบด้วยสารกันการสะท้อนทั้ง 2 ฝั่ง และกันน้ำได้ที่ระดับ 50 เมตร

 

พื้นหน้าปัดถูกสร้างสรรค์ให้มีความกลมกลืนกับดีไซน์ของตัวเรือนด้วยลายเส้น ‘Gadroons’ ขวางพาดดูต่อเนื่องดุจเนื้อเดียวกัน พร้อมงานปัดด้านสลับขัดมันอย่างพิถีพิถันลงบนเนื้อทองอร่ามที่ถึงแม้จะเป็นคนละชิ้นส่วน แต่ก็มีสีทองที่สม่ำเสมอรับกันอย่างกลมกลืน ส่วนหลักชั่วโมงและแทร็คเวลาใช้วิธีเจาะเป็นช่องวงกลมบนพื้นผิวในขนาดที่แตกต่างกัน ขณะที่เข็มบอกเวลาทอง 18K ทรง ‘Dauphine’ (ดอฟีน) ที่แสดงเวลาแบบ 2 เข็ม ก็ถูกจัดมาในสีทองเช่นเดียวกัน แม้ว่าการใช้โทนสีเดียวกันทั้งพื้นหน้าปัด หลักชั่วโมง และเข็ม จะทำให้ดูเวลายากไปสักนิด โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในพื้นที่ที่มีแสงจัด แต่นั่นก็เป็นการเพิ่มความหรูหราให้กับสไตล์ ‘Full Gold’ มีสมบูรณ์แบบ สมศักดิ์ศรีรุ่นฉลอง 150 ปีมากที่สุด ท้ายสุดคือประทับด้วยโลโก้อักษร Piaget สีดำเอาไว้อย่างโดดเด่น

 

แม้ Piaget Polo รุ่นแรกจะทำงานด้วยเครื่องควอตซ์ Cal.7P ที่ได้ชื่อว่าเป็นเครื่องควอตซ์ที่บางที่สุดในโลกเวลานั้น แต่เรือนเวลาสีทองอร่ามที่ชวนให้นึกถึงรุ่นต้นแบบของ Polo เรือนนี้ไม่ได้ใช้เครื่องควอตซ์เหมือนกันรุ่นต้นฉบับ เพื่อเป็นการเคารพในงานวิศวกรรมจักรกลที่ Piaget ถือเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่มีการสร้างสรรค์จักรกลเวลาที่มีคุณภาพมากที่สุดในโลกแบรนด์หนึ่ง จึงบรรจุการทำงานของกลไก ‘In-house’ (อินเฮาส์) ออโตเมติก Cal.1200P1 ที่โดดเด่นด้วยความบางเฉียบเพียง 2.35 มิลลิเมตร ในขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 29.9 มิลลิเมตร ติดตั้งทับทิมกันสึก 25 เม็ด เดินด้วยความถี่ 21,600 ครั้ง/ชั่วโมง และให้กำลังสำรองที่ 44 ชั่วโมง ซึ่งสร้างพลังงานจากการกวัดแกว่งของ ‘Micro-rotor’ (ไมโครโรเตอร์) ทอง บนพื้นผิวแท่นเครื่องขัดเป็นลาย ‘Côtes de Genève’ (โกตส์ เดอ เฌอแนฟ) สลับกับลาย ‘Perlage’ (เพอร์ลาจ) อย่างสวยงาม โดยเผยให้ชมชุดจักรกลอันล้ำเลิศนี้ผ่านทางฝาหลังที่กรุด้วยคริสตัลแซพไฟร์ โดยผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของเรือนเวลาสปอร์ตหรูรุ่นนี้ สามารถจับจองได้แล้วที่ราคา 80,000 ยูโร ซึ่งคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ราวๆ 3.1 ล้านบาท

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up