UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesRADO CENTRIX 2023 COLLECTION - จำแลงเนินทรายสู่ข้อมือ

RADO CENTRIX 2023 COLLECTION – จำแลงเนินทรายสู่ข้อมือ

by: ‘TomyTom’

 

เรือนเวลาดีไซน์หรูเนี้ยบ สอดคล้องกลมกลืนกันทั้งตัวเรือนและสาย ภายใต้ชื่อคอลเลกชั่น Centrix (เซนทริกซ์) ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 2010 โดยทาง Rado (ราโด) มีทางเลือกให้เป็นเจ้าของทั้งแบบ Centrix Automatic (เซนทริกซ์ ออโตเมติก) กลไกอัตโนมัติ และแบบ Centrix ที่ใช้เครื่องควอตซ์ มาถึงปีนี้ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะออกเจเนอเรชั่นใหม่ให้กับ Centrix โดยนำฉากทัศน์งามตื่นตายามสายลมพัดผ่านเนินทรายในทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไพศาล มาเป็นแนวคิดในการออกแบบ จึงเป็นที่มาของเฉดสีทอง สีเหลือง และสีน้ำตาลที่ปรากฏอยู่ในองค์ประกอบของนาฬิกา และแน่นอนว่ามากันครบๆ ทั้งแบบ Centrix Automatic แบบ Centrix เครื่องควอตซ์ โดยมีทั้งเวอร์ชั่น ‘Diamonds’ (ไดมอนด์ส) พร้อมหลักชั่วโมงประดับเพชร และแบบหลักชั่วโมงธรรมดา

MITSUBISHI

 

ดีไซน์ในภาพรวมของ Centrix เจเนอเรชั่นใหม่เต็มไปด้วยความโค้งมนอย่างนุ่มนวลอ่อนโยนของรูปทรงตัวเรือนและสายสเตนเลสสตีลที่ประกอบเข้ากับชิ้นส่วนที่สร้างขึ้นจากไฮเทคเซรามิก วัสดุน้ำหนักเบาแต่แสนทนทาน จึงสวมใส่ได้สบายข้อมือเป็นที่สุด ทั้งยังมีพื้นผิวที่เงางามยิ่งนัก นอกจากนี้ตัวล็อกสายยังถูกออกแบบขึ้นมาใหม่เป็นบานพับแบบ 3 ทบ ที่ทำจากสเตนเลสสตีลขัดเงา เพื่อให้ล็อกอย่างแน่นหนาปลอดภัยไร้กังวลยิ่งขึ้น ตัวเรือนยังคงมี 2 ขนาด ให้เลือกเช่นเดิม หากแต่มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นเล็กน้อย เป็น 39.5 มิลลิเมตร หนา 11.3 มิลลิเมตร (รุ่นควอตซ์ หนา 9.8 มิลลิเมตร) กับ 30.5 มิลลิเมตร  หนา 10.3 มิลลิเมตร (รุ่นควอตซ์ หนา 8.9 มิลลิเมตร) ซึ่งก็ทำให้สามารถขยายขนาดของหน้าปัดให้กว้างตามขึ้นด้วย ทั้งยังออกแบบบานกระจกหน้าปัดแซพไฟร์คริสตัลทรงโค้งให้ครอบคลุมจนแทบจรดริมขอบตัวเรือนโดยคลุมอยู่เหนือแนวขอบตัวเรือนพร้อมเคลือบโลหะเป็นแนววงแหวนไว้ที่ขอบกระจก สร้างรูปโฉมโค้งมนชวนสัมผัส ต่างจากแนวขอบกระจกคมที่เคยใช้กับเจเนอเรชั่นก่อนอย่างชัดเจน ทั้งยังเคลือบสารกันแสงสะท้อนไว้บนผิวกระจกทั้ง 2 ฝั่ง เพื่อให้แลเห็นรายละเอียดบนหน้าปัดได้ชัดเจนที่สุดจากทุกมุมมอง ส่วนรูปสมอบนเม็ดมะยมก็คมชัดจากการสลักด้วยเลเซอร์ ฝาหลังสเตนเลสสตีลขัดเงาก็ถูกออกแบบขึ้นใหม่ มีลักษณะเป็นทรงเรขาคณิตและลดจำนวนเครื่องหมายต่างๆ ลงเพื่อให้สะอาดตา ทั้งยังคมชัดจากการยิงสลักด้วยเลเซอร์ ซึ่งสำหรับแบบที่ใช้กลไกอัตโนมัติจะกรุด้วยแซพไฟร์คริสตัล โดยการกันน้ำทำได้ถึงระดับ 5 บาร์

 

Centrix เจเนอเรชั่นใหม่ มีแบบให้เลือกสรรอย่างหลากหลาย เช่น ตัวเรือน เม็ดมะยม และสายขัดเงาที่ทำจากสเตนเลสสตีล หรือสเตนเลสสตีลเคลือบทองกุหลาบหรือทองด้วยเทคนิค PVD ประกอบเข้ากับชิ้นข้อสายที่เป็นไฮเทคเซรามิกสีขาว สีน้ำตาลเข้ม หรือสีดำ สอดคล้องกับสีหน้าปัดที่เป็นสีเงิน สีน้ำตาลเข้ม หรือสีดำ ร่วมกับเข็ม ชิ้นสมอ และหลักชั่วโมงเคลือบทองกุหลาบ เคลือบทอง หรือเคลือบโรเดียม โดยกรอบหน้าต่างวันที่ของแบบตัวเรือนขนาดเล็กซึ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยมขอบโค้งละมุนตาจะเคลือบด้วยทองกุหลาบหรือทอง สำหรับหลักชั่วโมงก็เลือกได้ว่าจะเป็นแบบแท่งร่วมกับสเกลนาที หรือแบบประดับเพชรที่มีให้เลือกระหว่าง 4 หลัก ณ 12, 3, 6 และ 9 นาฬิกา กับครบทั้ง 12 หลัก

 

หน้าปัดของ Centrix มีสีให้เลือกหลากหลาย ทั้งโทนเข้ม โทนสว่าง และโทนสีเงินกระจ่าง ตราสัญลักษณ์ Rado มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยในรุ่นที่ใช้กลไกอัตโนมัติ จะอยู่ใต้ตราสมอแกว่งได้อันเป็นสัญลักษณ์ที่ Rado ใช้บ่งบอกถึงการขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ แถมยังนำคำว่า ‘Jubilé’ (จูบิเล) กลับมาใช้ใหม่ โดยจะปรากฏอยู่บนหน้าปัดของเวอร์ชั่นที่ใช้หลักชั่วโมงแบบประดับเพชร ซึ่งมีทั้งแบบ 12 ตำแหน่ง และแบบ 4 ตำแหน่ง โดยคำนี้จะพิมพ์อยู่เหนือกรอบหน้าต่างวันที่รูปสี่เหลี่ยม เหนือตำแหน่ง 6 นาฬิกา

 

ผิวของหน้าปัดมีอยู่ด้วยกัน 3 แบบ คือแบบปัดลาย ‘Sunray’ (ซันเรย์) เนียนละเอียดสีน้ำตาลเข้ม และแบบเคลือบแลคเกอร์สีดำ สำหรับแบบตัวเรือนขนาดใหญ่ และแบบที่เป็นประกายรัศมี ‘Sunray’ แนวห่างและเห็นความเปรียบต่างกันของแถบรัศมีอย่างชัดแจ้งเกิดขึ้นจากการปั๊มผิว ก่อนจะเคลือบชั้นแลคเกอร์แบบ 3 มิติ เพื่อให้ได้มาซึ่งพื้นผิวที่เรียบลื่นแต่มีมิติ สำหรับแบบตัวเรือนขนาดเล็ก

 

ในแบบกลไกอัตโนมัตินั้น รุ่นตัวเรือนขนาดใหญ่ 39.5 มิลลิเมตร จะได้เป็น Cal.R763 ที่สำรองพลังงานได้ 80 ชั่วโมง ขณะที่รุ่นตัวเรือนขนาดเล็ก 30.5 มิลลิเมตร จะเป็น Cal.R582 บอกเวลา 3 เข็มพร้อมวันที่ ซึ่งสำรองพลังงานได้ 48 ชั่วโมง โดยกลไกทั้ง 2 คาลิเบรอ ต่างใช้สายใยจักรกลอก ‘Nivachron’ (นิวาครอง) ซึ่งปลอดผลกระทบจากสนามแม่เหล็กเช่นเดียวกัน ทั้งยังมีการทดสอบความเที่ยงตรงมาถึง 5 ตำแหน่ง เพื่อให้แน่ใจว่ามีความเที่ยงตรงอยู่ในระดับสูง ส่วนแบบที่ใช้เครื่องควอตซ์จะประจำการด้วยเครื่องควอตซ์บอกเวลา 3 เข็ม พร้อมวันที่ คาลิเบรอสุดล้ำสมัย Cal.R073 หรือ Cal.R079 ที่มากับระบบ ‘PreciDrive’ (พรีซิไดรฟ์) และ ‘HeavyDrive’ (เฮฟวีไดรฟ์) ซึ่งมีเทคโนโลยีชิปคอมพิวเตอร์ สำหรับตรวจจับและกระทำการตอบสนองโดยอัตโนมัติต่อการเคลื่อนไหวอย่างกะทันหันหรือการกระแทก ซึ่งจะทำการแก้ไขเวลาตามที่จำเป็นเพื่อให้ยังคงแสดงเวลาได้อย่างเที่ยงตรง ทั้งยังปลอดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิหรือความชื้นอีกด้วย

 

สนนราคาของรุ่นกลไกอัตโนมัติเริ่มต้นที่ 63,800 บาท ไปจนถึง 88,700 บาท ส่วนราคาของรุ่นที่ใช้เครื่องควอตซ์ ก็จะลดหลั่นลงมาเล็กน้อย

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up