UN HEADER 23
UN HEADER 23
HomeArticlesVACHERON CONSTANTIN HISTORIQUES 222 - การกลับมาของไอคอนสปอร์ตหรูจากยุค 70s

VACHERON CONSTANTIN HISTORIQUES 222 – การกลับมาของไอคอนสปอร์ตหรูจากยุค 70s

by: ‘TomyTom’

 

ความน่าตื่นเต้นจากแบรนด์หรูสุดเก่าแก่ Vacheron Constantin (วาเชอรอง กองสตองแตง) ณ งาน ‘Watches and Wonders 2022’ (วอทเชส แอนด์ วันเดอร์ส 2022) ณ นครเจนีวา ดูจะไม่ใช่ผลงานเรือนเวลากลไกซับซ้อนที่คงไม่มีใครสงสัยในฝีมือดังเช่นเคย แต่กลับเทไปที่เรือนเวลา 2 เข็ม พร้อมวันที่ อันเป็นฟังก์ชันสุดพื้นฐาน หากเมื่อมาในเรือนร่างรีเมคของหนึ่งในนาฬิกาสปอร์ตหรู ตัวเรือนและสาย ‘Integrated’ (อินทีเกรเตด) ยุคบุกเบิกในสมัยทศวรรษ 1970s นั่นก็คือรุ่น 222 ที่เปิดตัวครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1977 ในฐานะนาฬิกาฉลองครบอายุ 222 ปี ของแบรนด์ ณ ขณะนั้น อันเป็นไอคอนแห่งนาฬิกาสไตล์สปอร์ตหรูอันดับที่ 3 ของโลก ต่อจาก Royal Oak (รอยัล โอ๊ก) ของ Audemars Piguet (โอเดอมาร์ส ปิเกต์) และ Nautilus (นอติลุส) ของ Patek Philippe (ปาเต็ก ฟิลิปป์) ซึ่งรุ่นต้นฉบับของทั้ง 3 ล้วนใช้กลไกที่มาจากพื้นฐานเดียวกัน หากแต่ 222 นั้นหายหน้าหายตาไปตั้งแต่ยุติการผลิตไปเมื่อ ค.ศ. 1985 โดยถูกแทนที่ด้วยตระกูล Overseas (โอเวอร์ซีส์) กระทั่งกลับมาใหม่ในปี 2022 นี้ด้วยสถานะนาฬิกาในตระกูลประวัติศาสตร์คอลเลกชั่น Historiques (อีสตอรีคส์) และนี่ก็คือ Historiques 222 (อีสตอรีคส์ 222)

MITSUBISHI

 

เมื่อ Historiques 222 ถูกจงใจสร้างขึ้นให้ละม้ายกับรุ่นต้นฉบับมากที่สุด ดีไซน์ที่ถูกออกแบบโดย Jorg Hysek (ยอร์ก ฮีแซค) เมื่อยุค 1970s จึงปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ตั้งแต่ตัวเรือนทรงถังเบียร์ผิวปัดลายแนวดิ่ง ขอบขัดเงา ขอบตัวเรือนผิวปัดลายแนววง และขอบขัดเงาซึ่งมีร่องโค้งแปลกตา ตรา ‘Maltese Cross’ (มอลตีส ครอส) ที่ตำแหน่ง 5 นาฬิกาบนบ่าตัวเรือน และสายโลหะแบบ ‘Integrated’ เส้นบาง ผิวปัดลายแนวดิ่งและขัดเงาบนแนวขอบ โดยมีข้อกลางเป็นทรงหกเหลี่ยม และตัวเรือนบางเฉียบ ซึ่งมอบความงามหรูในลุคลำลองได้อย่างสมบูรณ์แบบ หากแต่เลือกใช้ร่างทอง 18K ขนาด 37.0 มิลลิเมตร หนา 7.95 มิลลิเมตร ฝาหลังกรุแซพไฟร์คริสตัล กันน้ำได้ 50 เมตร ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับตัวเรือนสเตนเลสสตีลของรุ่นต้นฉบับ แต่หนากว่า 0.95 มิลลิเมตร และกันน้ำได้น้อยกว่า (ต้นฉบับกันได้ 120 เมตร) ทั้งยังเป็นตัวเรือนแบบ 3 ชิ้น แบบนาฬิกาทั่วไป ไม่ใช่แบบโมโนบล็อกที่ต้องวางเครื่องจากทางด้านหน้าแล้วปิดด้วยขอบตัวเรือนแบบขันเกลียวเหมือนต้นฉบับ

เรือนซ้ายเป็นต้นฉบับของ 222 จาก ค.ศ. 1977 เทียบกับเรือนขวา Historiques 222 ที่เปิดตัวใหม่ใน ค.ศ. 2022

 

รูปลักษณ์ภายนอกนั้น แทบไม่ต่างไปจากรุ่นต้นฉบับซึ่งก็มีเวอร์ชั่นที่สร้างขึ้นจากทองเช่นกัน เริ่มจากตรา ‘Maltese Cross’ ตำแหน่ง 5 นาฬิกา ที่หนนี้เป็นทองขาวขัดเงา ตำแหน่งของตรา ‘Maltese Cross’ สีทองขัดเงา และข้อความสีดำบนหน้าปัด รูปทรงของแท่งหลักชั่วโมงทองและเข็มทองทรงบาตองที่เซาะร่องกลางแล้วเติมสารเรืองแสงสีขาวเข้าไป (ซึ่งแน่นอนว่าถูกเปลี่ยนเป็น ‘Super-LumiNova’ (ซูเปอร์ลูมิโนวา) แล้ว) ขอบตัวเรือน หรือแม้แต่รูปทรงของเม็ดมะยม การไร้ซึ่งเข็มวินาที และพื้นหน้าปัดโทนสีทองผิวด้าน จานวันที่สีเดียวกับหน้าปัด พิมพ์ด้วยเลขสีดำเหมือนต้นฉบับ แต่ขนาดตัวเลขจะเล็กกว่า ขณะที่กรอบทองของช่องหน้าต่างวันที่จะอยู่ลึกเข้ามากว่ารุ่นต้นฉบับ ซึ่งทำให้รุ่นใหม่นี้มีสเกลนาทีสีดำมาครบทุกตำแหน่ง ไม่ขาดแหว่งไป ทำให้ดูได้สมดุลยิ่งขึ้น ส่วนตัวล็อกสายนั้นถูกออกแบบขึ้นใหม่ เป็นแบบปีกผีเสื้อให้ใช้งานได้สะดวก และข้อต่อของสายก็ได้รับการออกแบบใหม่ให้สวมใส่ได้สบายข้อมือยิ่งขึ้นด้วย โดยสังเกตเห็นได้ว่าระยะห่างระหว่างข้อต่อแต่ละชิ้นจะกว้างขึ้นกว่าเดิม

 

กลไกที่ใช้กับ Historiques 222 ไม่ใช่กลไกบางเฉียบ 3.05 มิลลิเมตร Cal.VC1120 อันเป็นการปรับแต่งมาจากเครื่องอัตโนมัติ Cal.920 ของ Jaeger-LeCoultre (เฌแชร์-เลอคูลทร์) อย่างรุ่นต้นฉบับ แต่ใช้กลไกอัตโนมัติขนาดความบาง 3.6 มิลลิเมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 26.2 มิลลิเมตร จำนวนชิ้นส่วนรวม 194 ชิ้น จำนวนทับทิม 27 ชิ้น ผลผลิต ‘In-house’ (อินเฮาส์) มาตรฐานคุณภาพ ‘Hallmark of Geneva’ (ฮอลมาร์ค ออฟ เจนีวา) Cal.2455/2 ความถี่ 28,800 ครั้ง/ชั่วโมง สำรองพลังงานได้ 40 ชั่วโมง ซึ่งปรับตั้งวันที่ได้สะดวกจากเม็ดมะยม และใช้โรเตอร์ทอง 18K ที่ตกแต่งให้มีลายเหมือนกับขอบตัวเรือน และสลักด้วยเลข 222 ในลักษณะเดียวกับฝาหลังของรุ่นต้นฉบับ อันเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ตัวเรือนของรุ่นนี้มีความหนากว่ารุ่นต้นฉบับ

 

Vacheron Constantin สร้าง Historiques 222 Ref.4200H/222J-B935 รุ่นนี้ขึ้นมาในสถานะคอลเลกชั่นปกติ แต่เป็น ‘Boutique Exclusive’ (บูติก เอ็กซ์คลูซีฟ) ซึ่งจะมีจำหน่ายเฉพาะที่บูติกของแบรนด์เท่านั้น นั่นหมายความว่าจะถูกสร้างขึ้นมาในปริมาณที่ไม่มากนัก ราคาจำหน่ายกำหนดไว้ที่ 63,500 ฟรังก์สวิส หรือราว 2.27 ล้านบาท ซึ่งเชื่อแน่ว่าหลายคนอาจเฝ้ารอให้ทางแบรนด์ออกเวอร์ชั่นสเตนเลสสตีลให้เหมือนกับต้นฉบับแรกสุดที่เปิดตัวใน ค.ศ. 1977 ด้วย ซึ่งราคาก็น่าจะต่ำลงไปกว่านี้พอควร แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าทางแบรนด์จะผลิตออกมาหรือไม่

SEIKO JUNE 23 CONTENT RGT
Luxe Time Pop Up